การอ่านสร้างสมองพัฒนา อารมณ์ ความคิด

142
0
Share:

ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปคนอ่านหนังสือน้อยลงตามไปด้วย หันไปเสพข่าวเรื่องราวจากโลกออนไลน์ อ่านกันสั้นๆเร็วๆ ความน่าเชื่อถือก็น้อยเพราะแข่งกันเรื่องความเร็วไว้ก่อน การอ่านแบบนี้แทบจะไม่ได้เสริมสร้างจินตนาการ ไม่มีความสุนทรีย์ ลุ่มลึกในอารมณ์กันเท่าที่ควร เมื่อเทียบกับการอ่านหนังสือเป็นเล่ม ได้สัมผัสจับต้อง ได้กลิ่นกระดาษและน้ำหมึก ฝึกให้เป็นคนมีความละเมียดละไมในอารมณ์ อ่อนโยนในความรู้สึก

 

 

เด็กที่เติบโตมากับหนังสือ มีหนังสือเป็นเพื่อน จะเป็นเด็กที่มีจิตใจอ่อนโยน ใส่ใจในผู้อื่น และเป็นเด็กที่มีจินตนาการที่งดงาม ไม่กระด้างในความคิด อยากชวนน้องๆหนูๆ คุณพ่อคุณแม่ ปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้ลูกๆของคุณมากขึ้น จะบอกว่าการอ่านหนังสือนั้นมีคุณูปการมากมายให้กับชีวิตได้อย่างไรบ้าง มาฟัง คำแนะนำจากนายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็ก กันค่ะ

1. กระตุ้นการทำงานของสมอง

จากการศึกษาการทำงานของสมองพบว่าสมองของคนที่ได้เรียนรู้การอ่าน จะมีรูปแบบการทำงานและมีโครงสร้างของสมองบางส่วนแตกต่างออกไปจากคนที่ไม่รู้หนังสือ หรืออาจเรียกได้ว่าการอ่าน มีส่วนในการเปลี่ยนแปลงทั้งการทำงานและโครงสร้างของสมอง และสร้างสมอง ที่พร้อมต่อการเรียนรู้

2. พัฒนาทักษะทางภาษา

นอกจากการอ่านหนังสือจะช่วยเพิ่มจำนวนคำศัพท์ ในคลังสมองให้มากขึ้นแล้ว การอ่านยังเป็นผลดีต่อการใช้ภาษาในด้านอื่น ๆ ทั้งในด้านการพูด และการเขียน เพราะเมื่อเด็กได้อ่านหนังสือบ่อย ๆ ความคุ้นเคยกับคำศัพท์และภาษาในหนังสือก็จะส่งอิทธิพลต่อการใช้ภาษาของตัวเด็กเอง และนำไปสู่การใช้ภาษาที่คล่องแคล่วและสละสลวยมากขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการเรียนรู้ภาษาที่สองหรือภาษาต่างประเทศ หนังสือจะมีส่วนสำคัญอย่างมากที่จะช่วยให้เด็กคุ้นเคยกับภาษาและเรียนรู้การใช้ภาษาที่สองในบรรยากาศสนุกสนาน

3. สร้างความจำที่ดี

ที่ผ่านมา มีงานวิจัยหลายฉบับนำเสนอผลการศึกษาที่น่าสนใจว่า การอ่านหนังสือส่งผลดีต่อความจำ และการอ่านหนังสือเป็นประจำอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วัยเยาว์จะช่วยถนอมความจำในเวลาที่เข้าสู่วัยชรา ช่วยทำให้นักอ่านมีความจำถดถอยน้อยกว่าคนทั่วไป และเป็นปัจจัยป้องกันการเกิดอาการของโรคสมองเสื่อม หรือโรคอัลไซเมอร์ได้

4. เป็นแหล่งเรียนรู้และจุดประกายความคิดวิเคราะห์

ความคิดของเด็กจะแตกออกไปอีก ถ้าผู้ปกครองหาโอกาสชวนเด็กร่วมพูดคุย อภิปรายถึงเรื่องราวและแง่คิดที่เด็กเรียนรู้มาจากในหนังสือ และจูงใจให้เด็กได้สนุกกับการค้นคว้าหาแหล่งเรียนรู้ใหม่ ๆ อยู่เสมอ

5. เพิ่มพลังจินตนาการ

หนึ่งในเสน่ห์พิเศษที่ทำให้นักอ่านหลงรักหนังสือ ก็คือ หนังสือจะพานักอ่านเข้าสู่โลกแห่งจินตภาพ (การคิดเป็นภาพ) ที่แตกต่างกันไปตามความคิดฝันของแต่ละคน จินตนาการของเด็กจึงถูกปลุกให้โลดแล่นไปอย่างอิสระผ่านการร้อยเรียงของตัวหนังสือ

6. รู้จักที่จะมองในมุมของคนอื่น

ความเข้าใจในมุมมองและความรู้สึกของบุคคลอื่น (ซึ่งอาจคิดเห็นหรือรู้สึกไม่ตรงกับเรา) เป็นพัฒนาการด้านจิตใจที่สำคัญและเป็นทักษะที่จำเป็นต่อการอยู่ร่วมกับคนในสังคม ขณะที่ได้อ่านนั้น เด็กจะได้สัมผัสเรียนรู้ความคิดและจิตใจของตัวละครต่าง ๆ ที่อาจมีมุมมองความเห็นแตกต่างไปจากตน ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการศึกษาระบุว่าการอ่านหนังสือจะช่วยให้เด็กละเอียดอ่อนกับความรู้สึกและต้องการของคนอื่น และรู้จัก “ใจเขาใจเรา” มากขึ้น

7. ผ่อนคลายความตึงเครียด

เคยมีการศึกษาโดย Consultancy Mindlab International ใน มหาวิทยาลัยซูสเซสพบไว้ว่า การอ่านหนังสือนี่แหละเป็นกิจกรรมที่ใช้ลดระดับความเครียด (ซึ่งวัดจากความตึงกล้ามเนื้อและอัตราการเต้นของหัวใจ) ที่ได้ผลดียิ่งกว่าการฟังเพลง จิบชา เดินเล่น หรือเล่นเกมคอมพิวเตอร์เสียอีก เพราะหนังสือจะช่วยให้ผู้อ่านได้พักพิงอยู่กับเรื่องราวในหน้ากระดาษ พักหลบออกจากความเครียดในโลกความจริง และการอ่านหนังสือดี ๆ ก่อนนอนสักเล่ม ก็จะช่วยให้จิตใจสงบและหลับสบาย

8. ช่วยสานสัมพันธภาพ

ผู้ปกครองบางคนอาจจะกังวลว่า เด็กที่เป็นหนอนหนังสืออาจจะกลายเป็นเด็กเก็บตัว ไม่สนใจจะสร้างปฏิสัมพันธ์อะไรกับใคร.. เพราะมองในมุมว่าการอ่านนั้นเป็นกิจกรรมที่ทำคนเดียวได้..แต่ความจริงแล้ว หากเรานำการอ่านหนังสือ มาใช้ให้ถูกทาง กิจกรรมนี้จะเป็นสื่อสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคลได้เป็นอย่างดี

การอ่านหนังสือให้เด็กฟัง ชวนเด็กมาอ่านหนังสือด้วยกัน หรือแม้แต่ชวนเด็กพูดคุยถึงเรื่องที่ได้เรียนรู้มาจากหนังสือ เหล่านี้ล้วนทำให้เด็กและผู้ใหญ่ได้แบ่งปันเรื่องราวกัน ได้รู้ว่าต่างคนต่างคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร เกิดความเข้าอกเข้าใจกันอย่างเป็นธรรมชาติ และบ่อยครั้งเด็กๆ ก็มักจะพูดถึงเหตุการณ์ ความคิด ความรู้สึกสุข ทุกข์อึดอัดคับข้องใจที่เกิดขึ้นกับเขาในชีวิตประจำวัน จากการพูดคุยเรื่องราวในหนังสือนี่เอง และการใช้เวลาพูดคุยร่วมกันในครอบครัว นี้ ก็จะนำไปสู่บรรยากาศในบ้านที่อบอุ่นและเป็นสุข และในส่วนของผู้ใหญ่นั้นก็มีข้อดีไม่แพ้กันดังนี้

การอ่านเพิ่มกล้ามเนื้อให้กับสมอง

การอ่านจะช่วยให้สมองของคุณได้ออกกำลังกายได้มากกว่าการดูทีวีและฟังวิทยุ ไม่ว่าคุณจะตั้งใจจดจ่อในการอ่านหรืออ่านคู่มือการทำกาแฟแค่ผ่าน ๆ ส่วนต่าง ๆ ในสมองก็มีการพัฒนาเพื่อการทำงานในแบบอื่น ๆ เช่น วิสัยทัศน์ ภาษา และการเรียนรู้แบบมีเงื่อนไขที่เชื่อมโยงกับวงจรประสาทเฉพาะสำหรับการอ่าน ดอกเตอร์ Ken Pugh ประธานและผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ Haskins Laboratories ได้กล่าวกับนิตยสาร Oprah magazine ว่า นิสัยการอ่านนี่เองที่จะช่วยให้สมองคิดและมีสมาธิ

การอ่านทำให้สมองยังอยู่เสมอ

รู้หรือไม่ว่าถ้าต้องการขุดเอาหนังสือดี ๆ สักเล่มที่อยู่ในหัวคุณออกไป ต้องใช้เวลาเป็นปีกว่าจะสามารถเอาออกไปได้หมด ผลการศึกษาจาก Rush University Medical Center พบว่า ผู้ใหญ่ที่ใช้เวลาที่ว่างเว้นจากการทำงานไปกับกิจกรรมที่ส่งเสริมปัญญาหรือความคิดสร้างสรรค์ (เช่น การอ่านหนังสือ) มีอัตราการสูญเสียความรู้ในชีวิตประจำวันช้าลง ซึ่งช้ากว่าคนที่ไม่ได้ทำกิจกรรมเหล่านั้น 32 % ดร. Robert S. Wilson ศาสตราจารย์ทางด้านประสาทพยาธิวิทยา ที่ Rush University Medical Center กล่าวว่า “การแสวงหาความรู้จะทำให้สมองมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการเปลี่ยนโครงสร้างของสมองให้ทำงานได้อย่างเหมาะสมและต่อเนื่องทั้ง ๆ ที่อายุมีความเกี่ยวพันกับประสาทพยาธิวิทยา” และจากการรายงานข่าวของ ABC News ผลการสำรวจพบว่า ครึ่งหนึ่งของผู้สูงอายุที่อ่านหนังสือหรือเล่นเกมที่ท้าทายความคิด เช่น หมากรุก หรือ เกมปริศนาต่าง ๆ เป็นเวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมง จะช่วยรักษาโรคอัลไซเมอร์ให้ดีขึ้นได้

การอ่านช่วยละลายความเครียดได้

รายงานจากนักตรวจสอบน้ำหนักบอกว่า การพักผ่อนด้วยการอ่านที่ดีจะช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียดที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ เช่น cortisol (ที่ร่างกายผลิตออกมาเนื่องจากสภาวะเครียดต่าง ๆ แม้จะเป็นฮอร์โมนที่มีความจำเป็นกับร่างกายแต่เมื่อมากเกินไปก็จะส่งผลเสียในระยะยาวกับร่างกาย) และในการศึกษาของอังกฤษ พบว่าระดับความเครียดของคนที่อ่านหนังสือลดลงถึง 67% ซึ่งมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งวัดจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่กระตุ้นความวิตกกังวลแล้วอ่านหนังสือ หรือฟังเพลง หรือเล่นวิดีโอเกม

การอ่านช่วยเพิ่มความเอาใจใส่

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย York กล่าวว่า “เรื่องราวให้มุมมองที่เปลี่ยนแปลงชีวิตได้” การเก็บรายละเอียดเรื่องราวชีวิตของตัวละครในหนังสือจะช่วยทำให้คุณมีความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น อย่างเช่นการมองผ่านมุมมองของ Jane Eyre (จากเรื่อง Jane Eyre) อาจจะทำให้คุณเข้าใจความรู้สึกของพี่สะใภ้มากขึ้น

การอ่านช่วยทำให้บรรลุเป้าหมายในชีวิตได้

การอ่านเรื่องราวของคนที่สามารถเอาชนะอุปสรรคในชีวิตของเขาได้ อาจกระตุ้นให้คุณมีกำลังใจทำเป้าหมายของตัวเองให้สำเร็จได้ นักวิจัยจาก Ohio State University พบว่า ถ้าคุณอยากได้เงินเดือนเพิ่มขึ้น การทำตามตัวละครที่เขาไปในห้องของหัวหน้าแล้วขอขึ้นเงินเดือน อาจจะทำให้คุณกล้าที่จะขอในแบบเดียวกัน ยิ่งคุณรับรู้ถึงตัวตนของตัวละครและเหตุการณ์ที่เกิดว่ามีความเหมือนกับเรื่องราวที่เกิดกับคุณมากเท่าไร คุณก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะจัดการเรื่องราวต่าง ๆ ได้ดีมากขึ้นเท่านั้น

การอ่านช่วยให้คุณรู้สึกเชื่อมต่อมากขึ้น

นักจิตวิทยาจาก the University of Buffalo กล่าวว่า “เมื่อคุณคิดเหมือนกันกับตัวละครในหนังสือ คุณจะได้พบความสัมพันธ์ในชีวิตจริงที่ช่วยเพิ่มความรู้สึกร่วมในตัวคุณให้มากขึ้น” กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การอ่าน Marley & Me อาจเพิ่มความสนิทสนมกับเจ้าของสุนัขที่บังเอิญพบกันที่สวนสาธารณะได้

การอ่านทำให้ชีวิตสดใสขึ้น

ตอนจบอย่างมีความสุขสามารถยกระดับจิตวิญญาณของคุณได้

เรื่อง: อนุสรา ทองอุไร / ภาพ; PIXABAY

Share: