ชมภูนุช ปฐมพร.. มองโลกแง่ดีเข้าไว้ ทุกปัญหาย่อมมีทางออกเสมอ

327
0
Share:

 

ถือเป็นโอกาสที่ดีในการได้มาสัมภาษณ์ผู้บริหารหญิงสูงสุดของธนาคาร LH bank

ที่เพิ่งมารับตำแหน่งนี้ได้เพียง 3 เดือน เธอถือเป็นผู้หญิงแถวหน้าในวงการธนาคารที่คร่ำหวอดในวงการธนาคารมากว่า 20 ปี ชมภูนุช ปฐมพร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารLH bank ทางด้านการศึกษานั้นเธอจบทางด้านการเงินมาโดยตรงและอยู่ในวงการแบงค์มากว่า 20 ปี เพราะชอบเรียนเลขมาตั้งแต่เด็ก เรียนดีมาโดยตลอด มักได้ไปแข่งคณิตคิดเร็ว

เนื่องจากตอนนั่งรถไปโรงเรียนกับคุณพ่อจะชอบให้เล่นเกมส์แข่งกันบวกเลขจากทะเบียนรถคันหน้า ใครคิดได้เร็วและถูกคนนั้นชนะ ทุกวันนี้เวลาขับรถยังเผลอบวกเลขจากทะเบียนรถคันหน้าอยู่บ่อยๆ(หัวเราะ)

เธอกล่าวว่าการที่ได้มาอยู่แบงค์ใหม่ขนาดเล็กถือว่าเป็นงานที่ท้าทาย ด้วยขนาดสาขา 100 สาขาทำให้การบริหารงานเป็นไปด้วยความรวดเร็วคล่องตัว ใหญ่ๆสาขาเยอะก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีเสมอไป หลายที่ก็ปิดสาขากันไปเยอะ ดังนั้นเธอจึงเน้นความเล็กกนะทัดรัดนี้ให้กลายเป็นเล็กพริกขี้หนู เน้นรูปแบบบริการที่ชัดเจนตรงประเด็น โดยภายใต้การบริหารงานของเธอนั้นคือการเจาะกลุ่มลูกค้าสินเชื่อบ้านที่มีแลนด์แอนด์เฮ้าส์เป็นพันธมิตรที่ดี และธุรกิจSME ขนาดกลางไม่เกิน 100 ล้านบาท โดยเน้นกลุ่มสตาร์ทอัพมากขึ้น และเมื่อร่วมธุรกิจกับแบงค์จากไต้หวันแล้วก็จะทำทางด้ายเทรดไฟแนนซ์มากยิ่งขึ้น

แม้เธอจะมองว่าปีหน้าธุรกิจด้านธนาคารจะทำงานกันหนักขึ้น แต่ก็ถือว่าเป็นความท้าทาย ใช้ความเล็กเป็นความคล่องตัวทำสปีคเร็วขึ้น “เราวางกลยุทธ์ว่าเราเป็นพวกนักแม่นปืนแบบสไนเปอร์ซุ่มยิงไปที่กลุ่มเป้าหมายหลักตรงๆเน้นๆ มากกว่าเป็นพวกปืนกลแล้วยิงสาดไปทั่ว เราจะเป็นนิชมาร์เก็ต ไม่เป็นแมส หาให้เจอว่าเรามีจุดแข็งตรงไหนแล้วไปต่อให้สุด” เธอเล่าอย่างจริงจัง

ทางด้านหลักการทำงานของเธอนั้น เธอบอกว่าพยายามจะไม่เครียด เมื่อรู้ว่าเราชอบอะไรก็เอาความชอบนั้นมาเป็นส่วนหนึ่งของงาน เช่น เธอชอบดูหนัง ฟังเพลง ก็เอาแนวคิดสาระดีๆจากหนังมาเป็นข้อคิดในการทำงาน

เธอเล่าอย่างอารมณ์ดีว่า “เมื่อเจอปัญหาก็จะพยายามว่าฉันเป็นนางเอก เพราะนางเอกจะไม่ตายตอนจบ นางเอกจะต้องจบแบบแฮปปี้เอนดิ้งเสมอ ดังนั้นยังไงเราก็ต้องผ่านจุดยากๆนั้นไปให้ได้ (หัวเราะ) เมื่อเราคิดทางบวก ปัญหาหนักๆมันก็จะเบาบางลงได้”

ถ้าสังเกตนามสกุลเธอ อาจจะพอคุ้นๆว่ามีนักร้องชื่อ ปฐมพร ปฐมพร จากเพลงพราย นั้นคือพี่ชายของเธอนั่นเอง เรียกว่าลูกไม้ไม่ไกลต้น เพราะเธอเองขณะที่เรียนปีสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เธอก็เคยมีผลงานเพลงกับค่ายอาร์เอส ซึ่งมีผลงานเป็นที่รู้จักเมื่อ 30 กว่าปีที่ผ่านมา เธอเป็นนักร้องนำของวงมายา ซึ่งเป็นวงดนตรีหญิงล้วน ซึ่งแนวเพลงนั้นเป็นการผสมกันระหว่างเพลงเพื่อชีวิตแบบคาราบาว บวกกับวงไมโคร ซึ่งออกเทปมียอดขายเกือบ 50,000 ตลับ

“มาตั้งวงร้องเพลงตอนใกล้ๆจบมหาลัยแล้ว พอเรียนจบก็ได้งานทำเลย แล้วก็มีเดินสายออกทัวร์เพลงบ้างไปเล่นตามงานกลางคืนบ้าง ออกผลงานมาได้เพียงชุดเดียวก็เลิก เพราะเหนื่อยกลางวันทำงาน กลางคืนไปเล่นดนตรี ที่สุดก็แยกย้าย ถือเป็นประสบการณ์ที่ดี เพราะรู้ตัวแต่แรกว่าไม่ได้จะยึดเป็นอาชีพ เห็นพี่ชายเป็นนักร้องก็อยากลองดูบ้างแค่นั้นเอง ส่วนงานการเพื่อเลี้ยงชีพนั้นก็ต้องเป็นงานด้านการเงินที่เรียนจบมาแน่นอน”

อาจกล่าวได้ว่าเธอเป็นผู้บริหารหญิงที่มีชีวิตกลมกล่อมครบทุกรสชาติ มีทั้งศาสตร์และศิลป์ในการใช้ชีวิตและการทำงาน กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้เธอก็ผ่านมาครบทุกอารมณ์ บู๊ ตลก หวาน มัน สุข เศร้า มีครบ ตามประสามนุษย์ปุถุชนคนหนึ่ง

นอกจากจะนำภาพยนตร์และเพลงมาเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตแล้ว เธอก็ยังนำหลักธรรมมาเป็นไม้ค้ำชีวิตให้เดินไปอย่างมั่นคงทางด้านจิตใจ เธอบอกว่าเธอจะเก็บวันพักร้อนไว้ปีละ 10-14 วัน เพื่อไปปฏิบัติธรรมกับพระอาจารย์ โครเอนก้า ซึ่งเธอไปทุกปีต่อเนื่องมาเป็นเวลาเกือบ 20 ปีแล้ว

สำหรับเธอแล้วการไปปฏิบัติธรรมคือการไปดีท็อกซ์จิตใจ ร่างกายต้องอาบน้ำทำความสะอาดทุกวัน จิตใจก็เช่นกัน เราสะสมอารมณ์ลบๆความเครียดไว้มากมาย ก็ต้องไปชำระล้างบ้าง การนั่งสมาธิเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ สมาธิทำให้เกิดปัญญา ทำให้รู้จักตัวเองได้อยู่กับตัวเอง ได้พิจารณาวางเฉยกับอารมณ์ภายนอกที่มากระทบได้ดียิ่งขึ้น การได้อยู่กับตัวเอง หยุดสนใจเรื่องคนอื่นนั้นถือว่าเป็นเรื่องยาก เพราะจิตใจคนนั้นมันวิ่งวุ่น วอกแวกเหมือนลิง ไม่อยู่นิ่ง

“การปฏิบัติธรรม ทำให้ใจสงบและนิ่งขึ้น เมื่อก่อนจะเป็นคนใจร้อน บู๊ๆแอบโหดก็มี ตั้งแต่ได้ไปฝึกปฏิบัติธรรม รู้สึกว่า ความโกรธ ความใจร้อน ความเครียดมันลดลง มีความเป็นมนุษย์ที่ดีขึ้น มีเมตตามากขึ้น เมื่อก่อนเราไม่รู้จักการให้ที่ดีพอ พอมาฝึกสมาธิรู้สึกว่ายิ่งให้ยิ่งได้ มีความปล่อยวางมากขึ้น กดดันตัวเองและคนอื่นน้อยลง” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม

มาถึงจุดนี้เมื่อเจออุปสรรคปัญหา เธอจะพยายามยิ้มให้กำลังใจตัวเองว่า เดี๋ยวมันก็จะผ่านไป ยิ่งฟ้ามืดก็จะยิ่งเห็นดาวสุกสกาว ไม่มีปัญหาอะไรที่แก้ไขไม่ได้ ทุกอย่างมีทางออกเสมอชีวิตต้องไม่มีทางตันเธอเชื่อเช่นนั้น ถ้ายังปล่อยวางไม่ได้ทันทีเธอก็จะหาหนังสือมาอ่าน โดยหนังสือในดวงใจของเธอก็คือต้มส้มแสนรัก ที่แปลโดยมัทธนา เกศโกมล อ่านกี่ครั้งก็ยังร้องไห้ด้วยความซาบซึ้ง แม้อ่านตอนอายุ 20 แล้วมาอ่านตอน 50 กว่าความรู้สึกก็ไม่เคยเปลี่ยนยังซาบซึ้งตรึงใจเสมอ นักเขียนอีกคนที่ชอบก็คือ โจนาธาน ลิฟวิงตัน เธอจะชอบอ่าหนังสือที่ให้ข้อคิดในการใช้ชีวิต ชอบหนังสือหนักๆ หรือมีความแปลกแยกของตัวละคร ชอบหนังสือแปล ไม่ชอบอ่านนิยายรักหวานแหววไม่เหมาะกับเธอ ส่วนหนังที่ชอบก็คือเกมส์ออฟโธน

การอ่านหนังสือ การดูหนัง การฟังเพลงเยอะๆ มันทำให้ได้เก็บข้อมูลความคิดมาใช้ในชีวิตได้เยอะ แล้วส่งผลทางอ้อมกับความคิดหลายอย่าง ทำให้เป็นคนปรับตัวได้ง่ายขึ้นแม้กระทั่งตอนนี้ ที่ย้ายงานใหม่ตอนวัย 50 กว่า ก็ไม่มีปัญหาสำหรับเธอ เพราะคนเราต้องมีการปรับตัวตลอดเวลา อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง คิดว่าการไปสู่สิ่งใหม่ๆนั้นมีเรื่องสวยงามให้เรียนรู้อยู่เสมอ ยิ่งอายุเยอะแล้วได้เจออะไรใหม่ๆมันคือความท้าทายที่ดีงาม เมื่อมีโอกาสใหม่ๆก็ควรต้องลอง

เธอ บอกว่าจงมองโอกาสและความท้าทายเป็นเสมือนของหวานในชีวิต โอกาสก็เหมือนไอติม ถ้าไม่รีบชิมเดี๋ยวจะละลาย (หัวเราะ) อุตส่าห์มีคนให้โอกาสก็ต้องลองสักครั้งจะได้ไม่เสียดายโอกาสภายหลังถ้าไม่ได้ทำ

หากมีเวลาว่างเธอจะออกกำลังกายด้วยการวิ่ง เธอเคยลงวิ่งมาราธอน 10 กิโลมาแล้ว จะพยายามเพิ่มสปีคให้มากขึ้นเป็น15 กิโล ดูบ้างถ้ามีโอกาส พยายามหาความท้าทายเพิ่มขึ้นชีวิตจะได้ไม่หยุดนิ่งเกินไป เธอกล่าวทิ้งท้าย

Share: