ชีวิตออกแบบได้จากเด็กติดเกมส์สู่ช่างผมชั้นนำ

364
0
Share:

คำกล่าวที่ว่าชีวิตออกแบบได้นั้นน่าจะเป็นเรื่องจริง หากมีเป้าหมายที่ตั้งใจแน่วแน่ แม้จะหลงทางไปข้างๆคูๆบ้างแต่ในที่สุดแล้วเขาก็จะมาตามทางเดินที่ไปยังจุดหมายที่วางไว้ได้สำเร็จ

 

 

เช่นชายหนุ่มคนนี้ด้วยวัย 33 ปี เขาสามารถสร้างความฝันให้กลายเป็นจริงได้ภายในระยะเวลาเพียง 4-5 ปี และเขาตั้งใจทำเส้นทางความฝันของเขาให้สวยงามดูดีได้อย่างที่ตั้งใจเอาไว้ จีโร่-ศิรภพพ์ โอคาเบ เขาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ ของผลิตภัณฑ์ทำสีผมจากประเทศอิตาลี FRAMESI ที่เพิ่งมาประเทศไทยได้เพียง 6 ปี

แบรนด์นี้เคยเข้ามาในประเทศไทยครั้งเมื่อ 10 กว่าปีก่อนแต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเป็นแบรนด์สีที่ใช้ส่วนผสมสารสกัดจากธรรมชาติเกือบทั้งหมดที่ตอนนั้นราคาแพงกว่ายี่ห้ออื่นๆและตลาดเมืองไทยยังไม่รู้จักคำสินค้าที่ปลอดสารเคมี พอแพงกว่าก็ไม่มีใครเลือกใช้คือมาเร็วไปช่างผมไม่รับ จึงถอนตัวออกไปและกลับมาทำตลาดอย่างจริงจรังอีกครั้งเมื่อปี 2013 และเริ่มเป็นที่รู้จักในวงการช่างผมมากขึ้นในตอนนี้ เพราะผู้บริโภคเริ่มรู้จักสินค้าปลอดสารเคมี แม้แพงกว่าบ้างก็ยอมจ่ายเพื่อได้ใช้ของมีคุณภาพและปลอดภัยมากขึ้น

ศิรภพพ์ ได้ย้อนเรื่องราวว่า เป็นเด็กติดเกมส์วันๆแทบจะไม่กินไม่นอน บางที่อยู่ที่ร้านเกมส์ 3 วัน 3 คืน ไม่กลับบ้าน “ตอนนั้นก็ช่วยคุณพ่อส่งอาหารทะเล ให้กับร้านอาหารญี่ปุ่นในกรุงเทพอยู่หลายร้านนะ ถ้ามีงานก็ไม่ช่วยรับของส่งของแทนคุณพ่อ แต่งานมันไม่ยุ่งมากมีเวลาเหลือเยอะ ก็เอาแต่เล่นเกมส์ ตอนนั้นจบ บัญชี ปวส. อายุ 20 กว่าแล้ว แต่ยังคิดไม่ค่อยเป็น จนคุณพ่อป่วยไม่สบาย เราจึงเริ่มมาาคิดว่าถ้าพ่อเป็นอะไรไปบ้านเราจะเอาอะไรกิน พอคิดได้นะแต่ก็ยังไม่เลิกเล่มเกมส์ จนกระทั่งคุณพ่อเสียเราจึงพยายามเลิกแต่ก็ยังไม่สำเร็จ แต่เล่นน้อยลงแต่ยังเล่น จนกระทั่งมีช่วงที่เรือประมงมีปัญหาออกหาปลาไม่ได้งานเราก็กระทบไม่มีอาหารทะเลจะส่ง ก็เลยถามตัวเองว่ามีงานอะไรไหม ที่ทำงานไปด้วยแล้วมีเวลาว่างให้เล่นเกมส์บ้าง นึกไปนึกมาว่าตอนเป็นวัยรุ่นเราชอบทำผมชอบทำสีผม ซื้อสีมาเปลี่ยนสีผมเอง ซอยผมเอง งั้นก็งานช่างผมก็แล้วกัน งานอยู่กับที่ไม่ต้องขับรถไปส่งของด้วย ที่ร้านทำผมเวลาไม่มีลูกค้าก็มีเวลาเล่นเกมส์ได้นานๆ คิดแค่นั้นจริงๆอายุ 22 แล้วนะ” เขาเล่าให้ฟังแบบขำๆ

ในที่สุดเขาก็มาเรียนทำผมที่ชลาชล โดยที่ไม่ได้ชอบจริงๆเรียนเพื่อมีอาชีพและมีเวลาว่างเหลือบ้าง จบออกมาก็ทำงานกับชลาชลอยู่ไม่กี่เดือนก็ออกมาทำร้านแถวบ้านอยู่ไม่ถึงปี เจ้าของร้านเดิมก็ไม่ทำร้านต่อจะขายให้ เขาเลยรับช่วงร้านมาทำเอง ปรากฏว่างานเยอะจนไม่มีเวลาเล่นเกมส์ ทำไปทำมาเริ่มสนุก แล้วพอเป็นร้านของตัวเองก็อยากทำให้มันดีให้มันเกิด พอมีเวลาว่างก็เปิดเฟซบุ้ค เปิดยูทูปดูวิธีการทำผมใหม่ๆจากต่างประเทศ

ด้วยความที่เขาเป็นเด็กที่บ้าเล่นเกมส์มาก่อน จินตนาการเลยเยอะ ก็บอกกับตัวเองไว้ว่าเขาจะไม่ทำผมสีเดียวให้ลูกค้าเพราะใครๆก็ทำได้มันดูน่าเบื่อ เขาจะทำสีผม 3-4 สี บนหัวเดียวกันแต่ให้สีดูสวยและกลมกลืน แล้วมาใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง ในที่สุดเขาก็ลองผสมสีเองเอาสีนั้นมาผสมสีนี้ แบบต้องสวยต้องเวิร์ค สีติดแน่น ซึ่งบางครั้งต้องเอาสีจากหลายยี่ห้อมารวมกันซึ่งมันก็ไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่

“สวยนะครับแต่อยู่ได้แค่เดือน 2 เดือนสีหลุด มันไม่ทนเพราะสีไม่ได้ผสมมาจากบริษัท จนกระทั่งวันหนึ่งไปเจอสีของ Framesi จากประเทศอิตาลี่ ได้สีมา 6 หลอด ลองผสมจากสีเอิร์ธโทน แล้วผสมไล่สีน้ำตาลอ่อนไปจนเข้ม แล้วเอาแดงเข้มเข้าไปแทรก ปราฏกว่าเป็นสีจากบริษัทเดียวกันวัตถุดิบมาจากแหล่งเดียวกันทำออกมาได้สวยและติดทนนานได้ 3-4 เดือน ทำออกมาลูกค้าชอบ ก็เริ่มทำให้ลูกค้า แล้วก็กล้าลองสีเยอะๆขึ้นเช่นโทนสีฟ้าแต่ไล่เฉด3-4 สีลงไปบนผมคนเดียวออกมาเนียนแบบคนไม่รู้ว่านี่ใช้ถึง 4 สี เคยทำสีเยอะสุดในหัวเดียวถึง 7 สี และออกมาสวยงามกลมกลืนจนร้านของเขาเป็นที่รู้จักว่าทำสีไล่เฉดสวย และลูกค้าก็เป็นผู้ที่สนใจเรื่องการใช้สินค้าที่มาจากสารสกัดธรรมชาติใช้เคมีน้อย ยอมที่จะจ่ายในราคาที่สูงเพราะการทำผมไล่เฉดสีของเขามีราคาสูงพอสมควร ก็เลยได้จับลูกค้าระดับไฮเอนมากขึ้น” เขากล่าวอย่างภูมิใจ

ศิรภพพ์ บอกว่าโชคดีคือเขาเจอกับลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพยอมจ่ายแพงเพื่อใช้ของที่มาจากสารสกัดธรรมชาติเป็นหลัก ถ้าลูกค้าไม่เปิดใจรับยอมจ่ายสูงกว่า ตลาดตรงนี้ก็คงยากสำหรับเขา เพราะเขาชอบใช้แบรนด์นี้เพราะลองใช้กับตัวเองแล้วผมไม่เสีย ไม่กระด้าง สินค้าพอไม่ใช้สารเคมีมากผมก็ไม่ค่อยเสีย ไม่แข็งกระด้าง เพราะส่วนผสมหลักจะมาจากธรรมชาติ เช่นทำมาจากน้ำมันมะพร้าว น้ำมันละหุ่ง ออร์แกนออยล์ มะขามป้อมจากประเทศอินเดีย น้ำมันจากAmaranth จากทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยน พอลูกค้าได้ลองเขาจะรู้ผลลัพธ์ด้วยตัวเอง

หลังจากที่เขาทดลองผสมสีผมใช้เองอยู่ประมาณ 1 ปี และสั่งสินค้าจากแบรนด์ FRAMESI มากขึ้นเรื่อยๆ ฝ่ายการตลาดของบริษัทแบรนด์นี้ก็เริ่มจับตามองว่าทำไมเขาสั่งสีจากบริษัทมากกว่าร้านอื่นๆ ก็เลยติดตามผลงานจับตาดูการทำงานของเขาอยู่ปีกว่า จนแบรนด์พอใจในการทำงานของเขาก็เลย ติดต่อให้เขาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ที่อายุน้อยที่สุดในประเทศไทย และน้อยที่สุดของแบรนด์จากทั่วโลก

“เขาบอกว่าปกติแบรนด์แอมบาสเดอร์ที่ประเทศอื่นๆของเขาอายุ 40-50 ปีขึ้นไปทั้งนั้นและ ต้องมีประสบการณ์ในการทำผมนานกว่า 10ปี ขึ้นไป แต่ผมอายุ 30 ปี มีประสบการณ์ทำผมแค่ 5 ปี เท่านั้นถือว่าน้อยที่สุดในทุกๆด้าน แต่มีครีเอทีฟและจินตนาการ ความกล้าลองของใหม่มากที่สุดเขาก็เลยเลือกผม ซึ่งเป็นมาได้ 3 ปี” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม

หน้าที่ของแบรนด์แอมบาสเดอร์ที่เขาต้องทำก็คือ การต้องไปเรียนรู้เทรนด์สีผมใหม่ๆของบริษัท และได้เดินทางไปดูงานและแลกเปลี่ยนความรู้กับช่างทำผมจากทั่วโลก ทุกๆ 3 เดือนเขาต้องเดินทางไปยังประเทศต่างๆเพื่อประชุม ดูงาน หรือไปอบรมแลกเปลี่ยนความรู้ ไปสอนเขาบ้าง ไปเรียนกับเขาบ้าง โดยช่วงที่ผ่านมาเขามักจะต้องเดินทางไปยังสิงคโปร์ ฮ่องกง เวียตนาม เพื่อไปแสดงการผสมสีและสอนทำสีผมแบบไล่เฉดให้กับช่างของประเทศนั้นๆ ซึ่งถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับเขาเอง

ทุกวันนี้ร้านจิโร่ ของเขาเป็นร้านทำผมที่ต้องจองคิวล่วงหน้าไม่สามารถรับลูกค้าขาจรได้เลย คิวทำสีผมของเขาต้องจองล่วงหน้า 1-2 อาทิตย์เพราะเขาลงมือทำด้วยตัวเองและรับลูกค้าทำสีผมเพียงวันละ 3 ท่านเท่านั้น เนื่องจากเขาต้องสอนการทำสีผมอีกด้วย

หลักปรัชญาในการทำงานว่า ต้องมีความซื่อสัตย์จริงใจกับลูกค้า มีจรรยาบรรณในวิชาชีพ ถ้าทำงานด้วยความจริงใจมีคุณภาพสมราคา ก็จะอยู่ในวิชาชีพนี้ไปได้ตลอดชีวิต โดยยึดหลัก จริงจังคือมีความตั้งใจในการทำงานเรียนรู้ใหม่ๆกับการที่เราทำเสมอ จริงใจไม่ยัดเยียดให้ลูกค้าทำโน่นนี่นั่นเกินความจำเป็น เจนจัดในงานของตนเองรู้ให้ลึกรู้ให้จริง คุยอธิบายให้ลูกค้าฟังอย่างตรงไปตรงมาว่าต้องการอะไรสื่อส่ารให้ชัดเจน เพราะหากทำผิดพลาดมันเสียทั้งเวลาและความรู้สึกกับลูกค้าถ้าทำแล้วไม่สวยไม่ดีต้องบอกอย่าให้ลูกค้าเสี่ยงทำเพื่อจะเอาแต่เงิน เพราะปากคนยาวกว่าปากกา

เขาบอกว่าเขาโชคดีที่ค้นพบความชอบและพรสวรรค์ของตัวเองได้ทันเวลา เพราะตอนวัยรุ่นก็ไม่มีความชัดเจนในตัวเองสักเท่าไหร่ว่าอยากเป็นอะไร อยากเรียนอะไร อยากทำงานอะไร รู้แต่เพียงเป็นคนมีจินตนาการสูง ชอบแต่งตัว แล้วชอบทำสีผมเอง ไม่เคยไปเสียเงินทำสีผมให้ร้านไหนซื้อสีมาทำเองผสมสีเองตลอด แต่ไม่รู้ว่าจะเอาจินตนาการที่มีมาใช้กับอะไรได้บ้าง จนกระทั่งมาเรียนทำผมแล้วก็เอาจินตนาการกับความชอบนั้นมาใส่ในงานแล้วไปด้วยกันได้ดีอย่างเหมาะเจาะเหมาะสม

จากเด็กติดเกมส์ที่มาเรียนทำผม เพื่อจะหาเวลาว่างเอาไว้เล่นเกมส์ ก็สามารถพลิกชีวิตตัวเองกลายเป็นช่างทำผมที่มีจุดเด่นในเรื่องการทำสีผมไล่เฉดที่เป็นที่รู้จักในวงการทำผมมากยิ่งขึ้น

จุดเด่นในการตัดผมบ๊อบได้สวยงามทุยสั้นได้อย่างคมกริบ ล่าสุดเมื่อเดือนที่ผ่านมาเขาถึงขั้นไปลงคอร์สเรียนตัดผมบ๊อบแบบเล่นเส้นสายที่สถาบัน Mazella & Palaer ซี่งถือเป็นมาสเตอร์ด้านผมบ๊อบถึง 2 สัปดาห์เพื่อเจาะลึกด้านการตัดผมบ๊อบอย่างลงลึก เพราะเขาคิดว่าการทำผมคือศิลปะไม่ใช่แค่ตัดแล้วจบๆไป บ๊อบที่ดีจะทำให้ดูทันสมัยไม่เชย ซึ่งเขาเป็นคนไทยคนแรกที่ไปเรียนที่นี่

“อาชีพทำผมนี้ เราลงทุนกับความรู้อยู่ตลอดเวลา เสียเงินกับความรู้เท่าไรก็ได้ ถ้าแลกมากับ ความเชี่ยวชาญความชำนาญ เฉพาะแค่หนังสือที่ซื้อมา ก็หลักแสนไปแล้ว แต่ความรู้ที่ได้มา มันคือลายแทงขุมทรัพย์ ที่ไม่มีวันหายไป มันจะติดตัวเราไป ตลอดกาล ปีนี้เราจะตามลายแทงต่อ อีก 4 สถาบันที่วางแผนไว้ได้เวลากับการเก็บข้อมูล แตกแขนง ไปในแนวทางของผมแล้ว”

เพราะชอบเล่นเกมส์ ชอบเทคโนโลยี่ และเรียนจบทางด้านบัญชี เขาจึงร่วมกับเพื่อนอีกคนคิดโปรแกรมซอฟแวร์การบริหารร้านทำผม “บ่อยครั้งที่ช่างทำผมเก่งแต่บริหารจัดการไม่เป็นขาดทุนร้านเจ๊ง เราจะเซ็ท ระบบให้ว่าร้านทำผมเล็กๆช่าง 1คน ลูกจ้างสระไดร์ 1 คนต้องบริหารอย่างไร จัดการอย่างไรคุมการเงิน การซื้ออุปกรณ์ต่างๆในแต่ละเดือน ร้านไม่จำเป็นต้องใหญ่เป็นร้านเล็กกะทัดรัด ช่วยให้ช่างผมอยู่รอดได้ นอกจากมีฝีมือที่ดีก็เสริมทักษะเรื่องการจัดการที่เป็นระบบเข้าไป การคิดต้นทุนกำไรการสต็อกสินค้า” เขาเล่าอย่างตั้งใจ

แนวความคิดของเขาคือแทนที่เขาจะมุ่งหน้าขยายสาขา เขาทำร้านที่มีอยู่ร้านเดียวให้ดีให้ดัง แล้วขายซอฟแวร์ดีกว่า เปลี่ยนคู่แข่งมาเป็นคู่ค้า นอกจากนี้เขายังทำอุปกรณ์การทำผมเป็นแบรนด์ของเขาเอง เช่น ผ้าคลุมให้ลูกค้าเวลาตัดผม ผ้ากันเปื้อน อุปกรณ์ต่างๆ เสื้อคลุมให้ช่างใส่ดูสุภาพและเรียบร้อย ช่วยพัฒนาช่างผมให้ดูดีมีความเป็นมืออาชีพขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง

Share: