ตลาดแรงงานเปราะบางความเสี่ยงสำคัญ EIC ปรับลดเป้าเศรษฐกิจไทยปี 63 คาดหดตัว  -7.8%

119
0
Share:

EIC ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 63 อีกรอบ คาดหดตัว -7.8% จากเดิม -7.3% มองเศรษฐกิจตัวช้า ๆ แม้เห็นสัญญาณฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดในไตรมาส 2 เหตุยังมีความเสี่ยงหลายด้าน โดยเฉพาะความเปราะบางในตลาดแรงงาน ครัวเรือนกังวลความเสี่ยงในอนาคตหันมาออมมากขึ้น อาจกระทบต่อการบริโภคและการลงทุน ขณะที่รายได้จากตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติยังซบเซาต่อเนื่อง

ดร.ยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า EIC ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2563 เป็นหดตัว -7.8% จากเดิม -7.3% โดยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเป็นไปอย่างช้า ๆ ท่ามกลางความเสี่ยงสำคัญหลายด้านโดยเฉพาะความเปราะบางในตลาดแรงงานและการปิดกิจการของธุรกิจที่โน้มสูงขึ้น ซึ่งตัวเลขเศรษฐกิจส่งสัญญาณฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาส 2 ตามการผ่อนคลายของมาตรการปิดเมือง ที่ได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ การหดตัวลดลงของภาคส่งออกสินค้า ตลอดจนการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวในประเทศ มีส่วนช่วยประคับประคองการบริโภคภาคเอกชนในช่วงที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี ในระยะหลังมีข้อมูลบ่งชี้ว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลง เนื่องจากยังมีอุปสรรคต่อการฟื้นตัวอีกหลายประการ ทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง และเม็ดเงินช่วยเหลือจากภาครัฐที่มีแนวโน้มเข้าสู่เศรษฐกิจในปีนี้น้อยกว่าที่คาด รวมถึงเม็ดเงินช่วยเหลือที่จะน้อยลงมากในช่วงครึ่งหลังของปี อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนบางกลุ่มที่ยังต้องการความช่วยเหลือต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดแรงงานยังมีความเปราะบาง และพฤติกรรมการออมเพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต รวมถึงความจำเป็นในการซ่อมแซมงบดุลที่ได้รับผลกระทบของภาคครัวเรือนและธุรกิจก็จะเป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลต่อการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศ ทั้งการใช้จ่ายและการลงทุนจะเป็นไปอย่างช้า ๆ

ทั้งนี้ จากความอ่อนแอของเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนที่ยังมีอยู่มาก EIC คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะยังดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อเนื่อง โดยจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% ควบคู่ไปกับการใช้มาตรการอื่น ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการส่งผ่านผลของนโยบายการเงินไปยังเศรษฐกิจจริง ขณะที่เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวชะลอลงในระยะต่อไป แม้จะมีสัญญาณฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาส 2 จากมาตรการปิดเมืองที่เริ่มกลับมาเข้มงวดขึ้นหลังจำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 ในบางประเทศกลับมาเพิ่มสูงขึ้น ทำให้แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในระยะข้างหน้าจะเป็นไปอย่างช้า ๆ

ดร.ยรรยงกล่าวต่อว่า เศรษฐกิจไทยหลายภาคส่วนมีการฟื้นตัวหลังจากผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2 แต่การฟื้นตัวมีสัญญาณช้าลงในช่วงหลัง โดยเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ปี 2563 หดตัวถึง -12.2% เทียบกับปีก่อน นับเป็นอัตราหดตัวสูงสุดในรอบ 22 ปี สะท้อนผลกระทบที่รุนแรงและรวดเร็วจากมาตรการปิดเมือง แต่หลังจากมีการผ่อนคลายมาตรการปิดเมือง กิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายประเภทได้ปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ดี ในส่วนของภาคท่องเที่ยว แม้จะเริ่มเห็นการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวไทย แต่ธุรกิจท่องเที่ยวที่พึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงซบเซาต่อเนื่อง

“COVID-19 ได้สร้างแผลเป็นต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งปัญหาการปิดกิจการของธุรกิจและความเปราะบางในตลาดแรงงาน ซึ่งจะเป็นอุปสรรคและความเสี่ยงสำคัญต่อการฟื้นตัวในระยะข้างหน้า โดยแผลเป็นสำคัญประกอบด้วย การปิดกิจการที่เพิ่มมากขึ้น จะส่งผลต่อการลงทุนภาคเอกชนที่มีแนวโน้มหดตัวสูงต่อเนื่อง รวมถึงซ้ำเติมอีกแผลเป็นทางเศรษฐกิจคือ ความเปราะบางของตลาดแรงงาน หากการปิดกิจการและการว่างงานเพิ่มขึ้นในระดับสูงและยืดเยื้อ ย่อมส่งผลกระทบต่อรายได้ การบริโภค และการลงทุน ซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจสำคัญ นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงพฤติกรรมการออมเพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต ส่วนหนึ่งสะท้อนได้จากเงินฝากที่ปรับเพิ่มขึ้นในทุกขนาดบัญชี สะท้อนว่าประชาชนส่วนใหญ่มีการเน้นเก็บออมในช่วงเวลาวิกฤต ทำให้ประชาชนจะระมัดระวังการใช้จ่าย ส่งผลให้เงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจลดลง นับเป็นอีกอุปสรรคขัดขวางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย”

สำหรับความเสี่ยงที่ต้องจับตา คือการกลับมาระบาดอีกระลอกของ COVID-19 ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อภาคส่งออกและเศรษฐกิจในประเทศหากมีการบังคับใช้มาตรการที่เข้มงวดเพิ่มขึ้น และยังต้องจับตาประเด็นความตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มตึงเครียดเพิ่มขึ้น รวมถึงผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ซึ่งอาจส่งผลต่อภาวะการค้าและความผันผวนในตลาดการเงินโลกได้ นอกจากนี้ เม็ดเงินจากมาตรการช่วยเหลือของรัฐที่อาจออกมาน้อยกว่าคาด ก็จะเป็นอีกความเสี่ยงสำคัญที่อาจทำให้เศรษฐกิจไทยหดตัวมากกว่าที่คาดได้ รวมถึงยังต้องจับตาผลของการปิดกิจการและความเปราะบางของตลาดแรงงาน (scarring effects) ว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด ตลอดจนความเสี่ยงจากเสถียรภาพด้านการเมืองไทยที่อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้

Share: