ปรับพฤติกรรม ฝึกทักษะสมอง พัฒนาสมาธิเด็ก

75
0
Share:

ปัจจุบันนี้เรามักได้เห็นบ่อยๆว่าเด็กๆมักเป็นโรคสมาธิสั้น เกิดจากหลายๆสาเหตุ ทำอย่างไรที่ พ่อ แม่ ครู จะช่วยส่งเสริม ให้เด็ก คิดเป็น ทำเป็น เรียนรู้เป็น แก้ปัญหาเป็น และปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข คือการฝึกทักษะสมองสำคัญที่เรียกว่า EF หรือ Executive Functions คือ ทักษะการบริหารจัดการตนเองขั้นสูง เป็นกระบวนการทางความคิดระดับสูงของสมองส่วนหน้าที่มีความเกี่ยวข้องกับความคิด ความรู้สึก และการกระทำ

 

 

โดยช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการพัฒนาทักษะ EF คืออายุ 3 – 6 ขวบ เพราะสมองส่วนหน้าพัฒนาได้มากที่สุด ซึ่งช่วยให้เด็กเติบโตได้อย่างมีคุณภาพและนำไปสู่ความสำเร็จในชีวิต โดยเฉพาะเด็กที่มีปัญหาทางด้านสมาธิ หากไม่ได้รับการฝึกฝนอย่างถูกต้องอาจทำให้มีปัญหาด้านพฤติกรรมการใช้ชีวิต การเรียน และการเข้าสังคมในอนาคตได้ การฝึกทักษะสมองจึงเป็นสิ่งสำคัญที่พ่อแม่ไม่ควรละเลย

พญ.มัณฑนา ชลานันต์ กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวถึง การใช้หลักพัฒนาสมองลูกรักอย่าง EF หรือ Executive Functions การบริหารจัดการตนเอง เพื่อฝึกทักษะสมอง พัฒนาสมาธิมีทั้งหมด 9 ด้าน ได้แก่ ทักษะพื้นฐาน (Basic) จำนวน 3 ด้าน และทักษะขั้นสูง (Advance) จำนวน 6 ด้าน

ทักษะพื้นฐาน (Basic) ประกอบด้วย..

1) Working Memory (ความจำเพื่อใช้งาน) คือ ความสามารถในการเก็บข้อมูลเพื่อประมวลผลและดึงข้อมูลที่เก็บในคลังสมองออกมาใช้ในสถานการณ์ที่ต้องการ

2) Inhibitory Control (ยั้งคิด ไตร่ตรอง) คือ ความสามารถในการยั้งคิดไตร่ตรอง สามารถควบคุมความต้องการ หยุดคิดก่อนที่จะทำหรือพูดได้

3) Shifting หรือ Cognitive Flexibility (ยืดหยุ่นความคิด) คือ ความสามารถในการยืดหยุ่นทางความคิด ร่วมแก้ไขปัญหาที่แตกต่างกัน รู้จักพลิกแพลงและปรับตัว เป็นจุดเริ่มต้นของการมีความคิดสร้างสรรค์และคิดนอกกรอบ

ทักษะขั้นสูง (Advance) ประกอบไปด้วย..

1) Focus หรือ Attention (จดจ่อ ใส่ใจ) คือ ความสามารถในการใส่ใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาหนึ่งๆ โดยไม่วอกแวก รู้จักการทำงานให้เสร็จเป็นอย่าง ๆ ไป

2) Emotional Control (ควบคุมอารมณ์) คือ ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม จัดการกับอารมณ์ตนเองไม่ให้รบกวนผู้อื่น ไม่โกรธเกรี้ยว ฉุนเฉียว หงุดหงิดง่ายเกินไป รู้จักแสดงอารมณ์อย่างถูกวิธี

3) Self – Monitoring (ติดตาม ประเมินตนเอง) คือ การประเมินตนเองเพื่อหาจุดบกพร่องแล้วนำมาแก้ไขและพัฒนาให้ดีขึ้น รู้จักไตร่ตรองว่าตัวเองทำอะไร รู้ว่าตัวเองทำอะไร และรู้ว่าใกล้จะเสร็จหรือเรียบร้อยแล้ว

4) Initiating (ริเริ่มและลงมือทำ) คือ ความสามารถในการริเริ่มและลงมือทำ กล้าคิดกล้าทำ ลงมือทำทันที ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง

5) Planning and Organizing (วางแผน จัดระบบ ดำเนินการ) คือ การวางแผนจัดการตนเองอย่างเป็นขั้นตอน ดำเนินการตั้งแต่วางเป้าหมาย มองเห็นภาพรวม รู้จักจัดลำดับความสำคัญ จัดระบบ ดำเนินการ และประเมินผล

6) Goal – Directed Persistence (มุ่งเป้าหมาย) คือ การวางเป้าหมายที่ชัดเจน มีความพากเพียรและความมุ่งมั่นในการบรรลุเป้าหมาย รู้จักฝ่าฟันอุปสรรค หากล้มต้องรู้จักลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย ทั้งนี้ ทักษะการบริหารจัดการตนเอง ควรเริ่มฝึกตั้งแต่อายุ 3 ขวบขึ้นไป เป็นการปูพื้นฐาน ผู้ปกครองควรใส่ใจให้ลูกมีทักษะการบริหารจัดการตนเองที่ดี โดยในช่วงวัยนี้เป็นช่วงวัยที่มีการเปิดรับการพัฒนาทักษะค่อนข้างสูง จะทำให้เด็กเกิดการบริหารจัดการตนเองที่ดี รวมถึงการควบคุมอารมณ์ การคิด ความจำ การใส่ใจ การแก้ปัญหา การเข้าใจเหตุผล การมีสมาธิ ต่อไปในอนาคต

เครื่องมือทางจิตวิทยาที่นำมาใช้ในการฝึกพัฒนาทักษะ อาทิ การทดสอบโดยใช้ Wisconsin Card Sort Task (WCST) เป็นเครื่องมือที่มีลักษณะรูปร่างต่างกัน 4 แบบ เช่น วงกลม สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม รูปดาว เป็นต้น มีสีต่างกัน มีจำนวนต่างกัน แพทย์จะเป็นผู้กำหนดให้เด็กว่าให้เรียงตามจำนวนที่เหมือนกันหรือเรียงตามรูปทรงหรือสีที่เหมือนกัน ให้ ผู้รับการทดลองมีการปรับเปลี่ยนความคิดเพื่อที่จะจัดการได้ตามโจทย์ที่ให้ไว้ ซึ่ง Wisconsin Card Sort Task (WCST) เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งที่ใช้ในการทดสอบ แต่ไม่ใช่เครื่องมือที่จะใช้วัดผลการพัฒนาทักษะได้ทั้งหมด เพราะเครื่องมือที่ใช้วัดผลพัฒนาทักษะมีค่อนข้างหลากหลาย แพทย์จะเลือกใช้เครื่องมือตามกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการพัฒนาเป็นหลัก ทั้งนี้ เด็กที่มีปัญหาทางด้านทักษะการบริหารจัดการโดยมากจะพบในกลุ่มเด็กที่มีสมาธิสั้น (ADHD – Attention Deficit Hyperactivity Disorder) เนื่องจากเด็กจะมีอาการวอกแวก ไม่อยู่นิ่ง ขาดความรับผิดชอบ ไม่สามารถเก็บรายละเอียดได้ ส่งผลให้ขาดประสิทธิภาพในการเรียนและการใช้ชีวิตในอนาคต

การจัดกิจกรรมกลุ่มเพื่อพัฒนาทักษะด้วย EF หรือ Executive Functions ข้อดีคือ พลังกลุ่ม เพราะการทำกิจกรรมกลุ่มจะมีเด็กคนอื่นๆ ในกลุ่มด้วย หากมีเด็กที่เป็นตัวอย่างที่ดีในกลุ่มเขาก็จะได้รับรางวัล จะทำให้เด็กที่อยู่ในกลุ่มคนอื่นๆ อยากที่จะปฎิบัติตามแล้วได้รับรางวัลเช่นกัน ขณะที่เด็กบางคนหากมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเขาก็อาจจะได้รับการลงโทษ เช่น Time out การแยกเด็กออกจากสิ่งกระตุ้นหรือความสนใจจากสิ่งรอบข้างชั่วคราว เพื่อให้สงบสติอารมณ์และควบคุมตนเองได้ ดังนั้น เด็กทุกคนที่เข้ากลุ่มเพื่อพัฒนาทักษะ ก็จะได้เห็นพฤติกรรมของเด็กคนอื่นๆ ว่าจะได้ผลลัพท์อย่างไรจากพฤติกรรมทั้ง 2 ด้าน จึงกลายเป็นจุดแข็งในการเรียนรู้ให้กับเด็ก มีการสังเกตพฤติกรรมจากการมองเห็นที่ทั้งดีและไม่ดี กลายเป็นพลังกลุ่มที่จะทำให้เด็กพยายามที่จะก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน การฝึกทักษะ EF หรือ Executive Functions จึงมีความสำคัญในการช่วยพัฒนาทักษะการบริหารจัดการตนเองอย่างรอบด้าน ช่วยพัฒนาสมองส่วนหน้าที่ควบคุมสมาธิและการยับยั้งชั่งใจให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากพ่อแม่ผู้ปกครอง แพทย์ที่มีความชำนาญในสาขาต่างๆ และตัวเด็กเพื่อพัฒนาให้สมาธิดีขึ้นและเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต

ทั้งนี้ การพัฒนาทักษะ EF เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องช่วยกันฝึกฝนให้กับลูก เพื่อสร้างรากฐานทางกระบวนการคิดและการตัดสินใจ คลินิกพัฒนาการเด็ก ศูนย์กุมารเวช โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ความสำคัญกับพัฒนาการเด็กจึงได้จัดโปรแกรม Smart Kids Express ในรูปแบบกลุ่ม เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะสมอง EF หรือ Executive Functions ซึ่งเป็นทักษะการบริหารการจัดการตนเองขั้นสูงในเด็กที่มีอายุระหว่าง 4 – 6 ปี เพื่อฝึกกระบวนการความคิด วางแผน ลงมือทำ เพื่อเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการเรื่องต่างๆ โดยคลินิกพัฒนาการเด็กมีความพร้อมในทุกสหสาขาวิชาชีพ ทั้งกุมารแพทย์ผู้ชำนาญการ พยาบาลผู้ชำนาญ นักกิจกรรมบำบัด นักจิตวิทยา และนักแก้ไขการพูด ซึ่งใช้การเล่นบำบัดเพื่อพัฒนาร่างกายและจิตใจให้แก่เด็ก และเพื่อให้ลูกน้อยในวันนี้เป็นคนที่ประสบความสำเร็จในอนาคต สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คลินิกพัฒนาการเด็ก ศูนย์กุมารเวช โรงพยาบาลกรุงเทพ

เรื่อง : อนุสรา ทองอุไร

Share: