ผศ.ชญณา ศิริภิรมย์ CEOหญิงคนแรกของบริษัทประกันภัยอันดับ 1 ของญี่ปุ่น

371
0
Share:

ผศ.ชญณา ศิริภิรมย์  CEOหญิงคนแรกของบริษัทประกันภัยอันดับ 1 ของญี่ปุ่น

สังคมการทำงานของประเทศญี่ปุ่นนั้นถือว่าเป็นวัฒนธรรมกาทำงานที่หนักหนา ต้องทำงานกันอย่างทุ่มเทจริงจังมากๆ และจากสถิติเดิมนั้นการที่ผู้หญิงจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงนั้นไม่ง่ายเลย และยากยิ่งกว่าในการที่จะมีคนไทยที่สามารถก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของระดับผู้บริหาร หรือ CEO คือเรื่องที่ต้องใช้มากกว่าความรู้ความสามารถ แต่รวมไปถึงความสามารถในการจัดการ การเข้าใจทั้งผู้ร่วมทีมและลูกค้า ตลอดจนตัวเลขสถิติการตลาดอย่างทะลุปรุโปร่ง และทุกคุณสมบัตินั้นก็มีพร้อมทั้งหมดในตัว CEO สาวเก่งผู้นี้

ผศ.ชญณา ศิริภิรมย์ ก้าวขึ้นรับตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซมโปะ ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ “ซมโปะ ประเทศไทย” ในวัย 40 เศษๆ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา ด้วยความรู้และประสบการณ์ทางด้านประกันภัยทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาค รวมถึงมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในธุรกิจประกันภัยเป็นอย่างดีมากว่า 20 ปี ทั้งยังมีความเชี่ยวชาญในด้านการคณิตศาสตร์ประกันภัย การพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัย การพัฒนาช่องทางการขาย และด้านการเงิน ซึ่งจะนำมาช่วยขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโต เสริมศักยภาพและส่งเสริมความก้าวหน้าในการบริหารงาน

ล่าสุด CEO หญิงแกร่งได้ประกาศเป้าหมายของ ซมโปะ ประกันภัย ในปี 2562 นี้ว่า ในกลุ่มลูกค้าองค์กร บริษัทฯจะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยส่งเสริมความปลอดภัยให้กับผู้ประกอบการไทย ทั้ง SME และขนาดใหญ่ ที่การค้าในประเทศ หรือกับประเทศญี่ปุ่น และประเทศอื่น ๆ ด้วยราคาที่เป็นธรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ ส่วนในกลุ่มลูกค้ารายย่อยหรือรายบุคคล

เน้นตลาดท่องเที่ยวคนรุ่นใหม่..

บริษัทซมโปะมีเป้าหมายทำให้บริษัทเป็นที่รู้จักในตลาดค้าปลีกในประเทศไทยด้วยโปรแกรมประกันการเดินทาง SOMPO Travel Joy GO JAPAN ที่เข้าใจง่าย (user friendly) ชื้อสะดวก ซึ่งมีบริการพิเศษตั้งแต่นักแปลภาษาทางการแพทย์ ไปจนถึงการให้บริการผู้ป่วยนอกแบบไม่ต้องสำรองเงินล่วงหน้า

“จากเดิมเวลาไปต่างประเทศเมื่อมีปัญหาผู้ซื้อประกัน ต้องสำรองจ่ายไปก่อนและกลับมาเบิกเมื่อถึงประเทศไทยแล้ว แต่ประกันการเดินทางของเราจะจัดการเรื่องเงินให้เลยลูกค้าไม่ต้องสำรองจ่ายไปก่อน และเรายังเพิ่มความคุ้มครองให้อีก 24 ชม.หลังจากที่ถึงประเทศไทยแล้ว กรณีที่ไปประสบปัญหาแล้วยังมีการรักษาต่อเนื่อง หรือกรณีทีลูกค้าไม่ได้ไปหาหมอที่ญี่ปุ่นรอกลับเมืองไทยก่อน พอลงจากเครื่องแล้วค่อยไปหาเรายังคุ้มครองเพิ่มให้อีก 1 วัน  หรือกรณีที่ไปประสบเหตุที่ญี่ปุ่น ต้องไปแจ้งความ ต้องไปหาหมอ ทางเราจะมีล่ามภาษาญี่ปุ่นไปดูแลท่านที่จุดเกิดเหตุได้เลย หมดกังวลเรื่องความยุ่งยากว่าจะสื่อสารกันไม่เข้าใจ” เธอเล่าอย่างใจดี

ตั้งเป้าโตปีละ10-15%..

ครึ่งปีหลังนี้เธอมีนโยบายที่จะขยายตลาดในส่วนของลูกค้ารายย่อยจากการท่องเที่ยวมากขึ้น เนื่องจากคนไทยไปเที่ยวญี่ปุ่นปีละกว่า 1.13 ล้านคน ซมโปะขอแชร์ตลาดตรงนี่สัก 10-15% ในครี่งปีหลัง เพราะส่วนใหญ่คนไทยจะไปเทียวญี่ปุ่นปีละ 2 ช่วงคือช่วงสงกรานต์และช่วงสิ้นปี ทางซมโปะ จะบุกตลาดนี้ในช่วงปีหลังให้มากขึ้น โดยเน้นๆยยังกลุ่มคนทำงานและคนรุ่นใหม่ที่ชอบท่องเที่ยวด้วยตัวเอง และปีหน้าประเทศญี่ปุ่นจะเป็นเจ้าภาพโอลิมปิค เชื่อว่าปลายปีนี้จนถึงปีหน้า จะมีคนไทยเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอีกเยอะ อาจจะมากถึง 1.5 ล้านคน ซมโปะก็ขอเติบโตไปพร้อมกับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เช่นกัน

จากเดิมนั้นบริษัทจะมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้ามายังบริษัทญี่ปุ่นที่มาทำธุรกิจในประเทศไทย หรือบริษัทที่เป็นพันธมิตรทำธุรกิจกับบริษัทญี่ปุ่น นับจากนี้จะเพิ่มตลาดลูกค้าส่วนบุคคลเป็นคนไทยที่เดินทางไปท่องเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นมากขึ้น โดยขายผ่านทางออนไลน์สำหรับในกรุงเทพฯและหัวเมืองใหญ่ๆ ที่เหลือก็ขายโดยผ่านตัวแทนจำหน่าย

พัฒนาทั้งระบบและบุคลากร..

รวมทั้งมุ่งเน้นในเองของ Digital Disruption (ธุรกิจหรือเทคโนโลยีเก่าที่ถูกธุรกิจใหม่หรือนวัตกรรมที่เพิ่งเกิดขึ้นเข้ามาเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ) ผ่านการให้บริการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคได้ครอบคลุมและตรงกลุ่มเป้าหมายในยุคดิจิทัล และ มอบประสบการณ์การซื้อประกันทางออนไลน์ที่ดียิ่งขึ้น ตามความมุ่งมั่นขององค์กรที่จะยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าผ่านความตั้งใจที่จะพัฒนาทรัพยากรบุคคล สรรหาบุคลากรที่มีความถนัดสนุกกับการค้นคว้า วิเคราะห์ ข้อมูล digital, big data, telematic การมีทักษะและmind set ของ การทำ automation หรือ AI นอกจากนี้ soft skills และการสร้างวัฒนธรรมองค์corporate culture  จะใช้กิจกรรมง่ายๆ มีส่วนร่วมในวงกว้าง โดยใช้ Fun & Fresh Agents ที่เป็น Change Agents ของเรา และใช้ digital ในการติดตามผล  real time เพื่อปรับ activity ได้ทันที เป็นการ Disrupt ตัวเองก่อนโดยใช้นวัตกรรมใหม่ๆเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้องค์กร ทั้งนี้เพื่อให้พร้อมกับการให้บริการด้วยหัวใจ Omotenashi ที่มาพร้อมกับมาตรฐานระดับสูงขององค์กร

คร่ำหวอดในธุรกิจประกันมากว่า 20ปี..

ย้อนมาดูทางด้านการศึกษาของ  CEO หญิงคนแรกของซมโปะ นั้นก็ไม่ธรรมดาเลย เธอจบมัธยมต้นจาก รร. มาแตร์เดอี วิทยาลัย  ไปต่อมอปลายที่เตรียมอุดมศึกษา ม 4 – 5 แล้วสอบเทียบ เข้ามหาวิทยาลัยที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาสถิติศาสตร์บัณฑิต (ประกันภัย) จากคณะบัญชี และยังเป็น cheerleader งานฟุตบอลประเพณีจุฬา – ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 48 ปี 2535 อีกด้วย หลังจากนั้นจึงไปต่อทางด้าน Master of Actuarial Science, Boston University USA(อันดับที่ 1 เหรียญทอง GPA 4.00)

ตลอดการเวลาในการทำงานนั้นเธอคร่ำหวอดอยู่ในแวดวงของธุรกิจประกันภัยเป็นส่วนใหญ่ ควบคู่กับการเป็นอาจารย์ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์นิด้า สอนวิชาสถิติประยุกต์ เรียกว่าไม่เคยหลุดสายงานประกันออกไปเลยตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

เธอบอกว่าธุรกิจประกันแม้การแข่งขันจะสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็มีอัตราการเติบโตคู่ไปด้วยเช่นกัน ซึ่งนับจากนี้เธอเน้นตลาดนักท่องเที่ยวและคนรุ่นใหม่ที่ชอบเดินทาง เมื่อเกิดความประทับใจที่ดีก็ต่อยอดธุรกิจจากคยกลุ่มนี้ ไปยังประกันบ้านและ ทรัพย์สินอื่นๆต่อไปในอนาคต

บริหารงานแบบอิคิไก

ทางด้านแนวคิดในการบริหารงานนั้น ผศ.ชญณา บอกว่า เธอเน้นหลักการทำงานแบบปรัชญาชีวิตของชาวญี่ปุ่น ที่มีความเก่งแต่ก็อ่อนน้อมอ่อนโยน หรือที่เรียกกันว่า อิคิไก หรือหลักปรัชญาการใช้ชีวิตของชาวญี่ปุ่น เกี่ยวกับการใช้ชีวิตอย่างมีความหมายและมีความสุข มีความพอใจอย่างเรียบง่ายกับสิ่งที่ทำ

โดยมี เหตุผลในการมีชีวิตอยู่ ซึ่งมันคือเหตุผลที่ทำให้คนเราตื่นมาในทุกๆ เช้ามีความสุขได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นอากาศดีๆ กาแฟร้อนๆ แสงอาทิตย์ ครอบครัว อาชีพการงาน ง่ายๆ คือ อิคิไก เป็นอะไรก็ได้ เพราะอิคิไกคือคุณค่าของสิ่งต่างๆ ที่เราสามารถรับรู้ได้ในชีวิต

สรุปตามหลักปรัชญาอิคิไก ก็คือต้องมีองค์ประกอบครบดังนี้ สิ่งที่รัก + สิ่งที่ใส่ใจ  + สิ่งที่โลกต้องการ + สิ่งที่สร้างรายได้

“ถ้าเรามองอิคิไก เป็นโจทย์หรือเป้าหมายในการทำงาน ก็อาจตีความได้ว่ามันคือการได้ทำงานที่เรารักและถนัด โดยได้ใช้ความรู้ความสามารถในสิ่งที่เป็นที่ต้องการในธุรกิจ และให้การทำงานในทุกวันมีความหมายในระยะยาวทั้งต่อตัวเองและมีประโยชน์กับสังคมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่งเราสามารถพัฒนาตนเองในด้านในบ้างเพื่อให้ไปถึงจุดนี้และส่งเสริมให้ทีมมีอิคิไกในการทำงานด้วยเช่นกัน”

small but beauty…

เคล็ดลับในการขึ้นมาสู่ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทต่างชาตินั้น CEO สาวบอกว่าคือการทำงานอย่างมุ่งมั่น และรู้จักบริหารเวลาให้มีความสมดุล ใช้ชีวิตให้ small but beauty เรื่องงานเรื่องชีวิตต้องบาลานซ์ไม่เทไปทางใดทางหนึ่งมากจนเสียสมดุล ที่สำคัญก็คือการให้ความสำคัญกับทีม ไม่มีใครเก่งคนเดียวต้องมีทีมเวิร์คมีเป้าหมายไปในทิศทางเดียวกันเพื่อองค์กรเติบโต และในฐานะผู้บริหารต้องส่งเสริมให้ลูกน้องเติบโตในสายงาน

รวมทั้งมีวิสัยทัศน์ในการทำงานมีเป้าหมายทั้งระยะสั้นและระยะยาว รับฟังทุกเสียง เปิดรับข้อมูลในหลายมิติ และนำมาวิเคราะห์หาความจริงทำความเข้าใจ มีความเด็ดขาด กล้าตัดสินใจ ตรงไปตรงมา ยึดความแฟร์กับทุกฝ่ายตามบทบาทหน้าที่ ดูแลพนักงานเหมือนกับการเลี้ยงลูกที่จะคอยเตือนให้มีสติ แล้วค่อยเจรจากัน หรือค่อยตัดสินใจอะไรในยามที่อารมณ์ปกติ

“ในความเป็นผู้หญิงมีข้อดีเรามีความเป็นแม่อยู่ในตัว ความเป็นแม่จะทำให้มีเมตตาและมีสติยิ่งขึ้น คิดว่าลูกน้องคือคนในครอบครัว ถ้าเขาเป็นลูกเราจะดูแลเขาแบบไหน ความมีสติ ถ้ามีสติเราจะไม่มีปัญหา หรือถ้ามีปัญหาก็สามารถผ่านไป แม้ว่าแก้ปัญหาไม่ได้ การมีสติจะแยกแยะได้ และทำให้ดีที่สุดแล้วต้องรู้จักปล่อยวาง” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม

สำหรับเป้าหมายของการทำงานนั้นก็คือ ตั้งเป้าหมายใหญ่เสมอ และเริ่มลงมือทำทันที ไม่รีบและไม่รอ เพื่อจะได้ปรับเปลี่ยนได้เร็ว โดยตั้งเป้าเป็นหนึ่งในองค์กรที่คนรุ่นใหม่ high performanceที่มีคนรุ่นใหม่ อยากมาทำงานด้วยที่สุด เป็นองค์กรที่ถูกกล่าวถึงว่ามีความ fair ที่สุดกับทุกstakeholder, มีความ consistency, มี  integrity เพื่อนพนักงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี well-beingรวมทั้ง ลูกค้าของบริษัทก็ได้รับบริการที่ประทับใจ ได้รับพลังแห่งความสุขจากเรา มีความมั่นคง มีสุขภาพที่ดี และคุณภาพชีวิตที่ดี ปัจจุบันซมโปะมี 13 สาขาในประเทศแถบเอเชีย

ใช้ชีวิตให้หลากหลาย..

ทุกวันทำงานเธอจะออกกำลังกายตอนเช้า และตีขิมทุกเย็นเพื่อเป็นการผ่อนคลายหลังการทำงานและเรียกสมาธิ ถ้าในวันว่าง ก็ฝึกโยคะยามเช้า เรียนเต้นละตินในวันพักผ่อน รวมทั้งเดินทางเที่ยวยาวๆปีละครั้ง เป็นการท่องเที่ยวแบบ no plan อยากหลุดจากข้อจำกัด และความมีระเบียบในชีวิตปกติ โดยขับรถไปเรื่อยๆจะนอนที่ไหนอย่างไรค่อยตัดสินใจหน้างาน

อีกอย่างที่ชอบคือการทำอาหารสุขภาพกินเองที่บ้าน เวลาที่ลูกชายปิดเทอมกลับมา ซึ่งเธอมีลูกชาย 1 คนเรียนแพทย์ปี 2 ที่สหราชอาณาจักร “ชอบทำอาหารสุขภาพกินเองง่ายดี รสชาติที่ชอบแบบตอนเด็กๆ หาที่ไหนไม่ได้ และเป็นการผ่อนคลาย  ค่ำๆก็โทรคุยกับลูกที่เรียนต่างประเทศ ลูกปรึกษาเรา เราปรึกษาลูกด้วย ชอบฟังมุมใสๆ ของเด็ก ไม่ต้องคิดอะไรมาก มันเป็นเช่นนั้นเอง เป็นวลีที่อธิบายสิ่งคาใจได้ในหลายๆครั้ง” เธอสรุปด้วยรอยยิ้ม

Share: