รอบคอบ ไม่ประมาท หลักบริหารสไตล์ ภิมุข สิมะโรจน์

446
0
Share:

วันนี้มีโอกาสได้สัมภาษณ์นักธุรกิจหนุ่มใหม่ ทายาทรุ่นที่ 2 ของธุรกิจน้ำมันที่บุกเบิกและบริหารโดยคนไทย ถือว่าเป็นเล็กพริกขี้หนู คือเป็นธุรกิจน้ำมันสัญชาติไทยบริหารโดยคนไทย กว่าจะมาถึงวันนี้ก็ไม่ง่ายนัก เพราะคู่แข่งทางธุรกิจเป็นบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่จากต่างประเทศ หรือไม่ก็เป็นบริษัทน้ำมันของรัฐที่มีเงินทุนและความแข็งแกร่งสูง กว่าที่เขาจะบริหารงานต่อจากรุ่นที่ 1 นั้นไม่เคยมีอะไรง่ายเลย แต่ด้วยใจที่มุ่งมั่นและตั้งใจจริง ไม่ว่าจะผ่านมรสุมใหญ่น้อยมาเพียงใด เขาก็สู้ไม่ถอยเต็มที่ทุกครั้งกับงานตรงหน้าทำงานด้วยความประมาณตนและละเอียดรอบคอบเป็นที่ตั้ง

 

 

ภิมุข สิมะโรจน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทซัสโก้ จำกัด (มหาชน) ที่เข้ามาสานต่อธุรกิจจากรุ่นคุณลุงและคุณพ่อมา เกือบ 20 ปี มีทั้งเรื่องดีเรื่องร้ายถาโถมมานับแต่ต้มยำกุ้งปี 2540 สมัยเรียนจบมาไม่นานเขาอายุ 25-26 ปีก็เจองานใหญ่มาแล้วรอบหนึ่ง

มาปีนี้มาเจอไวรัสโคโรน่าและภาพรวมของเศรษฐกิจโลกที่ตกต่ำและคาดว่าจะรุนแรง ที่คิดว่าคราวนี้ก็ไม่ง่ายอีกเหมือนกัน แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องเดินหน้าต่อไปและทำให้ดีที่สุด ณ.ตอนนี้ เพราะธุรกิจย่อมมีขึ้นมีลงเป็นธรรมดา มียากมีง่ายสลับหมุนเวียนเปลี่ยนไป บทเรียนครั้งนั้นสอนเขาว่าเราต้องทำธุรกิจในสิ่งที่เราถนัด ขยายธุรกิจในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสายงานหลักเท่านั้น ควบคุมค่าใช้จ่ายไม่ใช้เงินเกินตัวให้เหมาะสมกับธุรกิจ

“สิ่งสำคัญก็คือเราเคยมีบทเรียนยากๆทางธุรกิจมาแล้ว เราต้องมีวัคซีนใจ ต้องไม่ประมาท ต้องรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ธุรกิจหลักของเราคืออะไร และทำงานด้วยความไม่ประมาท ทำงานด้วยความรอบคอบฟังข้อมูลให้รอบด้าน อย่ารีบร้อนตัดสินใจการทำอะไรเร็วๆไม่ได้หมายความว่าดีเสมอไป รอบคอบและปลอดภัยไว้ก่อนช้าสักนิดแต่มั่นใจน่าจะดีกว่า” เขากล่าวอย่างสุขุม

ปัจจุบันเขาเป็นบอร์ดของคณะกรรมการชุดเล็ก ที่นำนโยบายของบอร์ดชุดใหญ่มาดำเนินการให้เป็นรูปธรรม ตอนนี้ซัสโก้ มีปั๊มน้ำมันทั่วประเทศอยู่ 220 ปั๊ม ตั้งเป้าระยะสั้นใน 2 ปีข้างหน้าว่าจะขยายให้ครบ 300 ปั๊ม และตั้งเป้าระยะยาวภายใน 5-6 ปีถัดไปจะขยายให้ครบ 500 ปั๊ม นั่นคือแผนเดิมที่ตั้งไว้ และมียอดขายโตขึ้นปีละ 5-8%

แต่พอมาเจอวิกฤติไวรัสโคโรน่านี่เขาก็เริ่มไม่มั่นใจ เพราะเป็นเหตุการณ์ใหญ่ที่ส่งผลไปทั่วโลก หากสามารถควบคุมการระบาดทำให้โรคสงบได้ภายในครึ่งปีแรก ก็ยังโอเค แต่ถ้าคุมไม่ได้ภายใน 6 เดือนก็คงเหนื่อยหนักกันมากขึ้นไปอีก ทุกธุรกิจล้วนได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน

แต่อย่างที่บอกก็คือนโยบายของซัสโก้ จะทำธุรกิจด้วยความไม่ประมาท รู้ว่าเราทำธุรกิจหลักคืออะไร จุดแข็งของมีอะไร ต้องมีความชัดเจนในการทำงาน เพราะที่ผ่านมาธุรกิจค้าปลีกน้ำมันก็แข่งขันกันสูงอยู่แล้ว ดังนั้นจึงต้องมีจุดยืนที่ชัดเจน

เมื่อเขาเป็นรายเล็ก การขยายปั๊มของเขาจะให้เข้าถึงแหล่งชุมชนชั้นใน ใกล้หมู่บ้าน ปั๊มของซัสโก้จะไม่อยู่ตามไฮเวย์ เพราะรู้ว่าสู้รายใหญ่ยาก เขาจึงหาทำเลที่เข้าหาชุมชน สร้างมาตรฐานของปั๊มในเรื่องความสะอาด สะดวก หาของแถม ของสะสมแต้ม ให้โดนใจลูกค้าอย่างตรงจุด ตามสโลแกนของเขาคือ ซัสโก้ น้ำมันไทย ที่คุณมั่นใจ

นอกจากนี้เขาได้ดึงพันธมิตรใหม่ๆเข้ามาทั้งร้านกาแฟ ซุปเปอร์มาร์เก็ตอย่าง ลอสัน ของญี่ปุ่น พยายามหาจุดขายใหม่ๆสร้างพื้นที่หน้าปั๊มเป็นขายปลีกที่น่าสนใจขึ้น ความที่เขาเป็นปั๊มน้ำมันของคนไทยเป็นโลคัลแบรนด์ เขาจึงต้องพยายามรู้ใจลูกค้าคนไทยให้ได้มากที่สุด แล้วโฟกัสให้ถูกจุด ข้อดีของการเป็นบริษัทของคนไทยคือมีความคล่องตัวในการทำงาน ปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ได้โดยง่าย

การทำธุรกิจปีนี้เขาเชื่อว่า ทุกธุรกิจปีนี้เหนื่อยกันหมด ทุกองค์กรเจองานยาก แต่ในฐานะผู้บริหารก็ต้องมองภาพรวมให้ออก ค่อยๆแก้ให้ถูกจุด และต้องกล้าคิด กล้าฟัง ฟังให้รอบด้าน ไม่ใช่เลือกฟังเฉพาะที่อยากฟังเท่านั้น กล้าฟังให้ครบ แล้วค่อยกล้าตัดสินใจ ฟังให้เยอะ อ่านให้เยอะ เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจ ป้องกันความผิดพลาดให้เกิดน้อยที่สุด

ทุกประสบการณ์ที่ได้เจอมันจะเป็นครูที่ดี เป็นบทเรียนที่ดีให้กับเขาได้ในอนาคต “ตอนผมเจอฟองสบู่แตกปี 40 ยุคต้มยำกุ้ง เพิ่งเรียนจบกลับมาใหม่ๆงานยากมาก เข้ามาทำงานได้ไม่นานก็ต้องมาไล่แก้ปัญหาหลายอย่าง จุดนั้นถือเป็นประสบการณ์ที่ดีในการเรียนรู้ เพราะเจองานยากมาแล้ว พอเจอยากๆมาก่อน มันทำให้อดทน มันทำให้ใจสู้ มันทำให้รอบคอบ ไม่กล้าประมาท และมองโลกด้วยความเป็นจริงไม่โลกสวยเกินเหตุ

เพราะไม่รู้ว่าอนาคตจะเจอเรื่องยากๆอีกไหม ทำให้ระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา พอเจอเรื่องยากมันทำให้แกร่ง ถ้าเจองานง่ายมาก่อนก็อาจจะสบายๆแล้วก็ประมาทได้ เพราะยังไม่เคยมีบทเรียน ตอนนี้เหมือนมีวัคซีนแล้ว มันทำให้หนักแน่นมากขึ้น แล้วเราก็โตขึ้นสุขุมใจเย็นขึ้นด้วย” เขาเล่าด้วยรอยยิ้ม

ถามถึงไอดอลในการทำงานของเขานั้น เขาตอบว่าที่เป็นบุคคลชัดๆคงไม่มี บางคนเก่งเรื่องนั้น บางคนชอบการทำงานเขาแบบนี้ มันก็ผสมๆกันไป แต่สิ่งที่เขาอยากนำมาเป็นไอดอลคือประสบการณ์หลายๆอย่างที่ได้พบเจอ ที่มันสอนให้เข้มแข็งอดทน

รวมถึงการอ่านหนังสือชีวประวัติคนดังจากวงการต่างๆแล้วเราได้เรียนรู้จากชีวิตเขา ว่าเจออะไรมา บ้างแล้วแก้ปัญหาอย่างไร เหมือนได้เรียนลัดจากประวัติชีวิตของพวกเขา โดยที่เราไม่ต้องไปเจอเอง เอาบทเรียนเขามาสอนใจเราย่นเวลาชีวิตไปได้

ทุกครั้งที่เจออุปสรรคปัญหา เขาจะชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับดาราศาสตร์ จักรวาลและดวงดาวต่างๆโลกที่ผ่านมานับพันปี หมื่นปี เทียบกับชีวิตคนเรา แค่ 60-70 ปีมันเรื่องขี้ผงมาก เราเป็นอณูเล็กๆบนโลกนี้ อ่านแล้วจะรู้สึกสบายใจว่า เราก็เป็นสิ่งเล็กๆ ช่วยให้มองโลกในแง่ดีขึ้นว่าทุกปัญหาย่อมมีทาง ออกเสมอ

ส่วนแนวโน้มที่ประเทศในแถบยุโรปเริ่มจะใช้น้ำมันน้อยลง และเปลี่ยนมาใช้รถยนตร์ไฟฟ้ามากขึ้นนั้น ภิมุข บอกว่าเขาไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหานี้และเตรียมรับมือในเรื่องนี้เช่นกัน

“มันเป็นเทรนด์ของโลกแหละ แต่สำหรับประเทศไทยความพร้อมในเรื่องนี้คงต้องใช้เวลาอีกหลายปีหรือเป็น 10 ปีกว่าที่จะพร้อม แต่เราเป็นเพียงผู้ขายน้ำมัน เราไม่ได้มีโรงกลั่นเอง จึงปรับบตัวกับเรื่องนี้ได้ง่ายกว่าและเร็วกว่า เราสามารถเปลี่ยนเป็นสถานีรองรับที่ชาร์ตแบตเตอรี่ไฟฟ้าก็ได้ ไม่มีปัญหา ซึ่งเราก็มองๆเรื่องนี้ไว้แล้ว” เขาเล่าอย่างมั่นใจ

อีกทั้งทางบริษัทเอง ตอนนี้มีธุรกิจอยู่ 3 ประเภทคือ จำหน่ายค้าปลีกน้ำมันในประเทศ / ส่งออกน้ำมันไปประเทศเพื่อนบ้าน และขายน้ำมันให้กับเครื่องบิน ถ้าค้าปลีกในประเทศเริ่มลด เขาก็สามารถไปเพิ่มอัตราการเติบโต ในอีกสองส่วนนั้นแทน แล้วเพิ่มเรื่องอื่นๆเข้ามาให้สอดคล้องกับการทำงานในตอนนั้น

เนื่องจากโลกมันมักจะเปลี่ยนแปลงทุกๆ 10 ปี เขาก็ต้องปรับตัวให้ทันสถานการณ์ ดูว่าถึงตอนนั้นอะไรดีที่สุด เมื่อถึงเวลาก็ตัดสินใจให้สอดคล้องกับเหตุปัจจัย ณ.ขณะนั้นให้ดีที่สุด และตัดสินใจให้รอบคอบบนความไม่ประมาทนั่นแหละดีที่สุด เขากล่าวทิ้งท้าย

Share: