“อย่าเดินตากฝน” จะทำให้เป็นหวัดจริงหรือ

112
0
Share:

“เข้าบ้านได้แล้ว อย่าตากฝนเดี๋ยวเป็นหวัด” เชื่อว่าคนไทยทุกคนคุ้นชินกับคำนี้กันดีมาตั้งแต่เด็กๆ แต่เรื่องจริงเป็นอย่างไร ฝนทำให้เราเป็นหวัดจริงไหม ไปหาคำตอบกัน

 

 

เราคุ้นชินและเชื่อว่า เม็ดฝนเหล่านี้เป็นสาเหตุของโรคไข้หวัดกันมานาน ยิ่งเวลาเปียกฝนทีไรก็มักจะมีอาการคัดจมูก จาม หรือปวดศีรษะตามมาทันที วันนี้เราจะมาหาคำตอบกันว่า แท้จริงแล้ว “ฝน” เป็นตัวการของไข้หวัดอย่างที่เรารู้กันหรือไม่

เรื่องนี้เป็นทั้งเรื่องจริงและไม่จริง ด้วยสาเหตุที่ว่า

“หวัด” เกิดจากการติดเชื้อไวรัสโดยเฉพาะ Rhinovirus (จริง ๆ มีอีกกมากกว่า 20 ชนิด ที่ทำให้คนป่วยเป็นโรคหวัด) ดังนั้นการที่ฝนตก หรือไม่ตกนั้นไม่เกี่ยวโดยตรงกับการเพิ่มการติดเชื้อไวรัส

แต่เมื่อเปียกฝน หรือช่วงที่ฝนตก “อุณหภูมิ” ของอากาศภายนอกจะลดลง ทำให้โพรงจมูกของเราเย็นลง และอุณหภูมิที่เย็นลงนี่เองที่ทำให้เราเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส ยิ่งเย็นยิ่งติดไวรัสง่าย เพราะไวรัสอยู่ในอากาศเย็นได้นานขึ้น และเม็ดเลือดขาวของเรา ทำงานได้ไม่ดีในอุณหภูมิต่ำ (พบว่าเม็ดเลือดขาวที่โพรงจมูกทำงานได้ไม่ดีเท่ากับเม็ดเลือดขาวในปอด)

วิธีป้องกันตัวให้ปลอดภัยจากหวัด

1.พยายามอย่าให้ศีรษะโดนฝนดีที่สุด
หัวที่เปียกฝนไม่ได้เป็นช่องทางของเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย แต่ทำให้อุณหภูมิพื้นผิวของเยื่อบุจมูกลดลง 1-2 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เชื้อไวรัสเจริญเติบโตได้ดี โดยเฉพาะไวรัสที่ตกค้างอยู่บริเวณโพรงจมูก และบวกกับไวรัสปริมาณในอากาศที่เราสูดหายใจเข้าไป

เมื่อภูมิต้านทานไม่สามารถสู้กับเชื้อไวรัสปริมาณมากได้อีกต่อไป จึงเกิดการอักเสบของเยื่อบุจมูก ต้นเหตุของอาการจาม และน้ำมูกไหล วิธีดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงโรคหวัดช่วงหน้าฝน คือ อย่าให้เปียกฝน แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ควรจะหาอะไรคลุมศีรษะไว้ หรือรีบสระผมแล้วเช็ดหรือเป่าให้แห้ง

2.ปิดจมูกไม่ได้ช่วยป้องกันหวัดเมื่อตากฝน
การปิดจมูกขณะฝนตกไม่ใช่วิธีช่วยให้รอดพ้นจากการรับเชื้อหวัด เพราะร่างกายที่เปียกชื้น และอุณหภูมิที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เชื้อไวรัสที่มีอยู่บนร่างกายเจริญเติบโตต่อได้ ทั้งนี้ การปิดจมูกด้วยหน้ากากอนามัย เหมาะสำหรับกับผู้ป่วยเพราะเปียกฝนอยู่แล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้แพร่กระจายเชื้อไปยังคนอื่นมากกว่า

3.ระวังโรคแทรกซ้อน
ภูมิร่างกายลดต่ำลงอาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน ซึ่งทำให้หวัดธรรมดาๆ กลายเป็นโรคร้ายทำลายสุขภาพได้ จึงต้องระวังให้ดี เช่น โรคไซนัสอักเสบ เมื่อเชื้อโรคลามไปถึงโพรงจมูกจนติดเชื้อ ทำให้มีน้ำมูกหรือหนองในโพรงไซนัสได้

นอกจากนี้ยังอาจเป็นโรคหูชั้นกลางอักเสบ เพราะเยื่อบุหูบวม จึงระบายแรงดันอากาศจากช่องหูชั้นกลางไม่ได้ ทำให้ปวดหูและติดเชื้อได้ และโรคหลอดลมและปอดอักเสบ เกิดขึ้นเมื่อเชื้อโรคผ่านหลอดลมเข้ามาถึงปอด ทำให้ไอมาก มีไข้ หรือเหนื่อยง่าย ดังนั้นจึงควรพบแพทย์เพื่อไม่ให้อาการของโรคลุกลาม

ทีนี้เราก็รู้แล้วว่าฝนไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือ “การกระจายของเชื้อ” ดังนั้นป้องกันตนเองดีๆ ทำร่างกายให้แข็งแรง พักผ่อนเพียงพอ ไม่สัมผัสคนป่วย ใส่หน้ากากอนามัยในช่วงที่มีหวัดระบาด ล้างมือให้สะอาด และเวลาตากฝน อย่าลืมทำร่างกายให้อุ่นและแห้งโดยเร็วด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก : Amarin Baby & Kids

Share: