เทนเซ็นต์ คลาวด์ ส่งแพคเกจ “Free Credit” เจาะกลุ่มสตาร์ทอัพ-เอสเอ็มอีไทย

67
0
Share:

เทนเซ็นต์ คลาวด์ กลุ่มธุรกิจคลาวด์ภายใต้เทนเซ็นต์ ผู้นำบริการด้านอินเตอร์เน็ตของโลก เดินเกมรุกตลาดคลาวด์รับเทรนด์ธุรกิจยุค New Normal ส่งแพคเกจ “Free Credit” เจาะลูกค้ากลุ่มสตาร์ทอัพ และผู้ประกอบการรายย่อย (SME) มอบเครดิตเพื่อใช้บริการเทนเซ็นต์ คลาวด์ (Tencent Cloud Credit) มูลค่า 1,000 เหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 30,000 บาท) ฟรี สำหรับทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ และบริการต่างๆ บนคลาวด์แพลตฟอร์มอัจฉริยะของเทนเซ็นต์แบบครบวงจร ครอบคลุมทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ พร้อมให้สิทธิ์ลูกค้าสามารถทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ทุกกลุ่มได้ฟรีติดต่อกันนานถึง 6 เดือน* ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถลงทะเบียนรับสิทธิ์ได้ Tencent.co.th ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 30 พฤศจิกายน 2563 นี้

เครดิตที่เปิดให้ทดลองใช้งานเทนเซ็นต์ คลาวด์ได้ฟรีนี้ สามารถทดลองใช้ได้กับทั้งผลิตภัณฑ์ และบริการต่างๆ บนคลาวด์แพลตฟอร์มอัจฉริยะของเทนเซ็นต์ครอบคลุมทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ อาทิ Computing & Network, Storage & CDN, Big Data & AI, Mobile services & Messaging, Database, Video services, Cloud monitoring & Management, Security services และ Domain services รวมไปถึงบริการด้านโครงสร้างพื้นฐาน (IaaS) บริการด้านแพลตฟอร์ม (PaaS) บริการด้านซอฟต์แวร์ (SaaS)

นายชาง ฟู ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) จํากัด กล่าวว่า “เหตุการณ์โรคระบาดที่ทำให้ธุรกิจต่างๆ ต้องปรับตัวรับ New Normal และกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลที่ต้องหันมาใช้เทคโนโลยีคลาวด์เพื่อพัฒนาศักยภาพธุรกิจให้รุดหน้า และแข่งขันในตลาดได้ เทนเซ็นต์ คลาวด์ ในฐานะผู้ให้บริการ ระบบปฏิบัติการคลาวด์ระดับเวิล์ดคลาส จึงต้องการสนับสนุนให้ภาคธุรกิจในไทยโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพ และเอสเอ็มอีซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศสามารถก้าวสู่ยุค New Normal ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยเราหวังว่าแพคเกจ ‘Free Credit’ นี้จะเป็นช่วยสนับสนุนให้ธุรกิจในประเทศสามารถเริ่มกระบวนการเปลี่ยนผ่านได้”

ข้อมูลจาก Gartner Market Databook 2Q20 Update โดยการ์ทเนอร์ได้คาดการณ์ว่า ตลาดบริการระบบคลาวด์สาธารณะ (Public Cloud) ทั่วโลกปีนี้จะเติบโตขึ้นร้อยละ 6.3 หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 2.579 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจาก 2.427 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ เช่นเดียวกับในประเทศไทยที่การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าการใช้จ่ายระบบคลาวด์สาธารณะในปี 2563 นี้จะเติบโตขึ้นร้อยละ 17.7 โดยมีมูลค่าทะลุ 1.83 หมื่นล้านบาท และจะเพิ่มขึ้น
เป็นร้อยละ 25.2 ซึ่งมีมูลค่าราว 2.29 หมื่นล้านบาทในปี 2564 จากการที่บริษัทต่างๆ หันมาใช้บริการคลาวด์กันมากขึ้นเพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปได้อย่างสะดวก และราบรื่นในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาด

สำหรับบริการ Tencent Cloud ที่เหมาะกับโจทย์การทำธุรกิจของลูกค้ากลุ่มสตาร์ทอัพ และเอสเอ็มอี ได้แก่  1. Tencent Kubernetes Engine (TKE) คือ แพลตฟอร์มฟรีเพื่อการบริหารจัดการคอนเทนเนอร์มีประสิทธิภาพสูง รองรับการทำงานร่วมกับคูเบอร์เนทีส และสามารถปรับเปลี่ยนขนาดได้ TKE ช่วยให้ลูกค้าของ เทนเซ็นต์ คลาวด์ สามารถลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพได้เมื่อต้องบริหารจัดการกลุ่มคอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ 2. Tencent Cloud Storage คือ บริการพื้นที่บนคลาวด์ที่ปลอดภัย มีขนาดใหญ่ สะดวกสบาย มีความหน่วงต่ำ และต้นทุนต่ำ ซึ่งสามารถผสานตัวเข้ากับธุรกิจของคุณได้อย่างราบรื่นไร้การสะดุด 3. Tencent Database (TencentDB) เป็นบริการโฮสติ้งฐานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพสูง ให้ความไว้วางใจได้สูง และสามารถปรับเปลี่ยนขนาดได้อย่างยืดหยุ่น ซึ่งจะช่วยให้สร้าง และใช้ฐานข้อมูลบนคลาวด์ได้อย่างง่ายดาย

Tencent AI และ Big Data ได้แก่ Tencent Cloud Optical Character Recognition (OCR) ให้บริการแปลงภาพตัวอักษรทั้งตัวพิมพ์ และลายมือให้เป็นข้อความเพื่อการใช้งานที่หลากหลาย ทั้งการ์ด ใบรับรอง และเอกสารต่างๆ และรองรับเทมเพลทที่สร้างขึ้นเอง ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้อนข้อมูล และลดต้นทุนการใช้งานลงด้วย และ Tencent Cloud FaceID เป็นชุดบริการจดจำใบหน้าที่ให้คุณสมบัติต่างๆ มากมายในการพิสูจน์ตัวตน อาทิ การตรวจสอบว่าเป็นบุคคลจริง (Liveness Detection) และการเปรียบเทียบใบหน้า แบบ 1 ต่อ 1 (1:1 Face Comparison) เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่จำเป็นในธุรกิจต่างๆ เช่น การเงินและการประกันภัย เป็นต้น

“ด้วยจุดแข็งของเทนเซ็นต์ที่สามารถนำเสนอโซลูชันระบบคลาวด์ที่มีความยืดหยุ่น ครอบคลุมความต้องการอันหลากหลายของแต่ละธุรกิจใน 25 พื้นที่ทั่วโลกด้วยเครือข่ายที่ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูง ทั้งยังมีระบบการชำระค่าบริการตามการใช้งานจริงที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้อย่างมาก รวมถึงการมีทีมสนับสนุนในประเทศไทยที่สามารถให้บริการ และคำปรึกษากับลูกค้าคนไทยเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานในประเทศ อีกทั้งการมีศูนย์จัดเก็บข้อมูล (Data Center) ที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อให้การถ่ายโอนข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็ว และปลอดภัย บริษัทฯ มั่นใจว่าจะสามารถช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจสตาร์ทอัพ และเอสเอ็มอีไทย ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมมอบประสบการณ์การใช้งานคลาวด์แพลตฟอร์มอัจฉริยะให้กับภาคธุรกิจของไทย ได้อย่างสมบูรณ์แบบ” มร. ชาง กล่าวสรุป

 

Share: