เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการสร้างธุรกิจล้มแล้วต้องรีบลุก

386
0
Share:

ภาษิตฝรั่งเปรียบเปรยไว้ว่าเมื่อประตูบานหนึ่งปิด ประตูอีกบานหนึ่งจะเปิดรอเราอยู่เสมอ ชีวิตมักเป็นเช่นนี้ อะไรที่เกิดขึ้นแล้วย่อมดีเสมอชีวิตก็เช่นกัน เรื่องชีวิตต้องคิดแนวบวกเข้าไว้ แม้บางครั้งอะไรๆดูจะไม่เป็นใจ แต่ถ้าตั้งสติให้มั่นหลายคนสามารถเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสได้เสมอ เช่นเดียวกับนักธุรกิจหนุ่มคู่นี้ ธเนศ จิระเสวกดิลก และ พัฒนพงศ์ รานุรักษ์ เจ้าของดิวาน่าสปาที่มีอยู่ 5 สาขาและเจ้าของแบรนด์ DII คลินิกและสกินแคร์ระดับพรีเมี่ยม ที่กำลังได้รับเสียงตอบรับในตลาดต่างประเทศอยู่ในขณะนี้ มูลค่าธุรกิจของเขากำลังเข้าใกล้ระดับพันล้านในไม่ช้านี้

 

 

จบเพื่อเริ่มต้นใหม่

ทั้งคู่เล่าว่าเริ่มธุรกิจสปาเมื่อ 17 ปีที่แล้ว ตอนที่ถูกเลิกจ้างจากงานสจ๊วตของสายการบินสวิสแอร์ เพราะตกงานจึงต้องมาธุรกิจทำ และแน่นอนว่าเขายังคงสนใจธุรกิจที่เขาชอบและถนัด นั่นก็คือธุรกิจสปาที่มองว่าเป็นเทรนด์ที่กำลังมาในตอนนั้นและเป็นธุรกิจบริการที่พวกเขาถนัด โดยนำรูปแบบการบริการในแบบสวิสแอร์มาปรับใช้ อาจกล่าวได้ว่าคุณภาพของดีวานานั้น เป็นการถอดสูตรการทำงานของสวิสสแตนดาร์คสู่มาตรฐานสปาระดับเวิร์ลคลาส ทำให้ปัจจุบันนี้สปา ดีวานา กลายเป็นแบรนด์สปาระดับพรีเมียมสัญชาติไทยที่ประสบความสำเร็จและได้รับการยอมรับจากนานาชาติมีรางวัลการันตีจากองค์กรชั้นนำระดับโลก เพราะการทำธุรกิจควรมี DNA เป็นของตัวเอง DNAของดีวานาคือไม่เพียงสร้างความพึงพอใจเท่านั้น แต่ต้องสร้างความประทับใจด้วย

การทำธุรกิจของเขานั้นกว่าจะมาถึงวันนี้ไม่ง่าย เรียกได้ว่าอาจต้องใช้ความพยายามมากกว่า 100 ครั้งกว่าจะประสบความสำเร็จได้ในวันนี้ แม้ความสำเร็จจะสร้างไม่ยากแต่ความยากคืออยู่ที่ใจนั้นพร้อมที่จะล้มเหลว เพื่อสร้างความสำเร็จในวันหน้าหรือไม่ เพราะการเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จได้ รวมทั้งเมื่อเรียนรู้แล้วก็ต้องมีความพยายามในการลงมือทำด้วย ที่สำคัญก็คือเวลาที่เกิดจินตนาการไอเดียใหม่ให้ธุรกิจ ก็ให้เชื่อมโยงเทรนด์ต่างๆ มาผสมกันเพื่อสร้างความต่าง และต้องทำให้ไอเดียนั้นไปไกลเกินความคาดหมายมันถึงจะมีการบอกต่อกันได้

พัฒนพงศ์ เล่าว่าดิวานา เริ่มต้นจากวิกฤตในชีวิตการทำงานที่ถูกให้ออกจากงานเพราะวิกฤตของบริษัท เขาจึงเลือกที่จะเปิดประตูบานใหม่ มากกว่าจะคิดถึงประตูบานเก่า โดยครั้งแรกเริ่มจากสปาเล็กๆที่สุขุมวิทซอย 25 มีเพียง 4 ห้อง มีพนักงานแค่ 4 คน ค่อยๆเติบโตมาอย่างต่อเนื่องในปีที่ 17 จนถึงมีลูกค้าพรีเมียมจากทั่วโลกกว่า 1 ล้านคน “ลูกค้าในยุคแรกๆของเรานั้น เน้นที่ลูกค้าต่างประเทศ จากเพื่อนๆในวงการแอร์ สจ๊วตและลูกค้าสายการบินต่างๆ ปากต่อปากบอกกันไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาเป็นลูกค้าชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ย่านอโศก ทองหล่อ สุขุมวิท และขยายมายังตลาดคนไทยในที่สุด จนมีสาขาต่อมาที่ซอยทองหล่อและที่ซอย 37 ที่เป็นเอ็มควอเทียร์ตอนนี้ ”

การขยายธุรกิจของดิวานา เป็นไปตามการมองทิศทางความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งมองไกลไปล่วงหน้าก่อนที่เทรนด์ความนิยมจะตามมา นั่นเป็นสาเหตุให้ดิวานา เติบโตอย่างรวดเร็ว พร้อมๆกับการบูมของอุตสาหกรรมธุรกิจสปาและยังคงประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องแม้ในวันที่ธุรกิจสปาล้นกำลังล้นตลาด

“โชคดีที่ธเนศ เขาเรียนปริญญาโทด้านการจัดการการท่องเที่ยว และเขาทำวิทยานิพนธ์เรื่อง โอกาสและความเป็นไปได้ของธุรกิจเดย์สปาในประเทศไทย มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสปาพอดี เราจึงมีข้อมูลเชิงลึกพอสมควรในการนำงานวิจัยของเขามาใช้ในการเปิดสปาตอนโน้นก็ยังเป็นเรื่องไกลตัวเพราะเราก็ยังไม่ได้คิดว่าจะทำธุรกิจด้านนี้เลย เพราะการมีองค์ความรู้ ทำให้เรามองเห็นโอกาสใหม่ๆเสมอ แต่บางครั้งถ้าโอกาสมาแล้ว เราขาดความกล้าโอกาสที่มานั้นก็ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไร” พัฒนพงศ์ เล่าอย่างตั้งใจ

ทางด้านธเนศ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับดิวานาแล้ว หัวใจสำคัญที่ทำให้เขาทั้งคู่สามารถก้าวข้ามวิกฤตที่สาหัสหลายครั้งจนยืนหยัดมาได้เกือบสองทศวรรษ และสามารถเติบโตตามความฝันได้อย่างต่อเนื่องและงดงามก็คือวิธีคิด หรือมายด์เซ็ต และเป้าหมายของการดำเนินชีวิตนั่นเอง เพราะในการพยายามคิดบวกในทุกสถานการณ์แม้ในยามที่เจอปัญหาใหญ่ๆ และตั้งใจในการที่จะเปลี่ยนปัญหานั้นให้กลายเป็นโอกาสและก้าวข้ามมัน ไปให้ได้ ในการที่จะเริ่มต้นใหม่ๆ

รวมทั้งสามารถที่จะแบ่งปันให้กับครอบครัวและคนรอบข้าง ทีมงาน ได้อยู่เสมอ ความฝันต่อไปของพวกเขาก็คือการต่อยอดและนำพาให้ดิวานา เป็นธุรกิจที่สร้างความสุขและสุขภาพที่ดีให้กับผู้คนได้ในทุกๆระดับและสามารถทำให้แบรนด์ดิวานา มีมูลค่าทางสังคมและเป็นที่รักของคนทั่วไปอย่างมั่นคงและยืนยาว ถือเป็นความโชคดี ที่ได้มีโอกาสทำในสิ่งที่รักและสามารถนำมาต่อยอดสร้างเป็นธุรกิจ ที่หล่อเลี้ยงชีวิตและสร้างมูลค่าให้กับสังคมได้ตามความฝันที่ตนเองอยากทำ

ประสบการณ์ที่ผ่านมาถือเป็นของขวัญที่ล้ำค่าในการนำมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะการได้ทำงานบนสายการบินระดับโลก ทำให้ได้เห็นรูปแบบการทำงานบริหารงานบริการอย่างเป็นระบบ เป็นมืออาชีพ เห็นความสำคัญของการสร้างแบรนด์และคุณค่าของแบรนด์ รวมถึงการเดินทางและท่องเที่ยวไปตามที่ต่างๆทำให้ได้สัมผัสและเข้าถึงวิถีชีวิตและการดูแลสุขภาพของผู้คนในแต่ละท้องถิ่นได้อย่างใกล้ชิด

แต่หลายครั้งก็จะมีบทยากๆในชีวิตเข้ามาทดสอบเป็นระยะๆ เช่นตอนนี้ด้วยการที่โลกในยุคปัจจุบันนี้ อยู่ในยุคของดิจิทัลดิสรัปชั่น ผู้ที่ปรับตัวเก่งเท่านั้นถึงจะอยู่รอด หากใครไม่สามารถมองเห็นภาพของอนาคตในที่ที่ตนยืนอยู่ว่าจะไปในทิศทางใด ผู้คนรอบข้างจะเป็นอย่างไร

“ตัวตนของเราจะมีพื้นที่อยู่ตรงไหนในโลกใบนี้ ที่หมุนอย่างรวดเร็วและรุนแรง เราจะต้องพัฒนาตัวเอง วิธีคิด วิธีการใช้ชีวิตหรือแม้กระทั่งรูปแบบการดำเนินธุรกิจของเราให้เข้าถึงหัวใจของลูกค้าที่จะถูกสปอยล์อยู่ตลอดเวลา ด้วยเทคโนโลยี่ที่ก้าวล้ำได้อย่างเร็วที่สุด เข้าถึงที่สุดและถูกต้องที่สุดได้อย่างไร โจทย์ที่ท้าทายเหล่านี้ล้วนมีคำตอบและทางเลือกที่หลากหลายขึ้นอยู่กับเราว่าพร้อมที่จะปรับตัวได้ทันหรือไม่”

ทั้งคู่บอกว่าพวกเขาไม่ใช่คนสมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง และไม่ใช่คนที่แพ้ไม่เป็น ความพลาดหวังจากเวทีหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าจะเริ่มต้นใหม่ ไม่ได้ในเวทีอื่น ตรงกันข้ามอาจจะกลับกลายเป็นโอกาสเหมาะให้ได้กล้าตัดสินใจก้าวสู่เส้นทางใหม่ที่จะทำให้เราได้ไปถึงเป้าหมายปลายทางแห่งความสำเร็จได้เช่นกัน

การเป็นสปาแบรนด์พรีเมียมที่ชาวต่างชาติรู้จักกันดี มีรางวัลจากองค์กรชั้นนำระดับโลก จนทำให้ดิวานา ก้าวขึ้นมายืนอยู่ระดับแถวหน้าของเอเชีย ในเวลาไม่นานหลังเปิดบริการ ทำให้เป็นที่สนใจของคนในโลกธุรกิจ ที่ต้องการอยากเรียนลัดจากกลยุทธ์สู่ความสำเร็จ เขาจึงเริ่มต้นเขียนหนังสือเล่มนี้ “เปลี่ยนวิกฤตสร้างธุรกิจ ด้วยวิธีคิดที่ไม่ธรรมดา”

เพื่ออยากให้ประสบการณ์ที่เขาทั้งสองคนมี ได้แชร์ผ่านหนังสือเล่มนี้ สามารถนำไปปรับใช้ เป็นแรงบันดาลใจหรือแรงผลักดันให้ผู้อ่านสามารถนำไปใช้ ตื่นเต้นและสนุกกับการแก้ปัญหาที่จะเข้ามาท้าทายชีวิตของเราอยู่ตลอดเวลาและ เติมเต็มความฝัน ก้าวข้ามและเปลี่ยนวิกฤตต่างๆให้เป็นโอกาสใหม่ๆอยู่เสมอ

แผนการต่อไปของเขาก็คือการสร้างคนสร้างโรงเรียนเพื่อผลิตบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านงานสปาโดยตรงเพื่อมารองรับงานในธุรกิจนี้ และเขากำลังจะร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในการสร้างสปาแบบครบวงจรขึ้นที่พัทยาเพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้และต้นแบบอย่างครบวงจรของสปา ใน1-2 ปีข้างหน้านี้ ซึ่งเขาทั้งคู่หวังจะให้โครงการนี้เป็นโครงการต้นแบบของการทำธุรกิจสปาอย่างสมบูรณ์แบบที่สุดในประเทศไทยและเป็นมาตรฐานไปสู่สปาระดับนานาชาติที่เมื่อนึกถึงสปาต้องคิดถึงประเทศไทย

Share: