เปิดหมากเกมนี้ของ “เคทีซี” ตั้งรับศึกใหญ่ปี 63

215
0
Share:

การ “เติบโต” ท่ามกลางแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามารวดเร็ว ทั้งวิวัฒนาการของเทคโนโลยีดิจิทัลที่เข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงมากมาย และภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่อง ไม่ใช่เรื่อง “ง่าย” ของธุรกิจในปี 2562 รวมถึงปี 2563 ซึ่งความท้าทายจะยิ่งหนักหน่วงมากขึ้น แม่ทัพใหญ่ “ระเฑียร ศรีมงคล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) วางหมากอย่างไร? ในการขับเคลื่อนให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ก้าวสู่แพลทฟอร์มการเงินหลักเคียงข้างสังคมไทย

จากนี้ไป “เคทีซี” จะมุ่งสร้างธุรกิจให้เติบโตด้วยวิสัยทัศน์ใหม่ ก้าวสู่การเป็นแพลทฟอร์มการเงินหลักที่อยู่เคียงข้างสังคมไทยและเป็นมิตรกับผู้ใช้ ผ่าน 2 แพลทฟอร์มคือ แพลทฟอร์มการเงินชำระเงิน (Payment Platform) และแพลทฟอร์มสินเชื่อรายย่อย (Rerail Lending Platform) เน้น 3 จุดแข็งหลักคือ ปลอดภัย รวดเร็ว และสร้างประสบการณ์ที่ดี เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับสมาชิก รองรับการขยายธุรกิจใหม่เข้าไปในธุรกิจสินเชื่อรายย่อยแบบมีหลักประกันและธุรกิจใหม่อื่นๆ ในอนาคตที่เข้ามาเสริมการเติบโตนอกเหนือจากธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล พร้อมยกระดับเป็นองค์กรคล่องตัว (Agile Organism) หรือ องค์กรที่มีชีวิต รองรับวิวัฒนาการของเทคโนโลยีดิจิทัลที่รวดเร็ว ซึ่งได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงแนวทางการดำเนินธุรกิจ และวิถีชีวิตของผู้คนอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อีกทั้งความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างมาก

“ผมคิดว่าเรื่องที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้าและกำลังเกิดขึ้น เป็นศึกใหญ่ที่เราไม่เคยเห็นมาเลยตั้งแต่ปี 1997 ฉะนั้น เราชะล่าใจไม่ได้ ถ้าคนของเรายังแข็งขันรบแบบเดียวกับที่เคยทำมาเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ผมเชื่อว่าเคทีซีจะประสบความสำเร็จและเราจะทำได้ดีกว่าเดิม แต่ถ้าเราชะล่าใจ เราก็จะแพ้ในสงครามครั้งนี้ ถ้าถามว่ากลัวอะไรมากที่สุด สิ่งที่เรากลัวที่สุดคือ คนของเราหลงกับความสำเร็จที่เกิดขึ้น ชะล่าใจว่าเราดีแล้ว โอเคแล้ว ดังนั้น จากนี้ไปจะได้เห็นการปรับตัวครั้งใหญ่ของเคทีซี มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมาย เคทีซีต้องทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นในอัตราเร่ง”

ปรับครั้งใหญ่ ชู “องค์กรคล่องตัว” บริหารจัดการธุรกิจ

เพื่อให้สามารถบริหารจัดการธุรกิจให้ตรงและเท่าทันกับความต้องการ รวมทั้งความคาดหวังของลูกค้า เคทีซีจะปรับตัวครั้งใหญ่ก้าวสู่การเป็น “องค์กรคล่องตัว” (Agile Organism) เริ่มตั้งแต่การเปลี่ยนแนวคิดการทำงานแบบเดิมๆ ที่เหมือนเครื่องจักร ไปสู่การทำงานแบบใหม่ที่มีโครงสร้างองค์กรชัดเจน ยืดหยุ่นและพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ผ่าน 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1. กลยุทธ์ (Strategy) สร้างโอกาสและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในการสร้างมูลค่าให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม โดยเฉพาะสมาชิกเคทีซีและสังคมไทย 2.โครงสร้าง (Structure) กำหนดบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของบุคลากรให้ชัดเจน สนับสนุนให้บุคลากรในทีมดูแลงานและแก้ปัญหาได้เอง สร้างผลงานที่ดี 3.กระบวนการ (Process) คิดวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นในการทำงาน สร้างวงจรแห่งการเรียนรู้และสนับสนุนให้เกิดการตัดสินใจ ลดความเสี่ยงและสร้างความสำเร็จให้เกิดขึ้น 4.คน ยึดโยงคนที่มีความสามารถโดดเด่นเข้าด้วยกัน ส่งเสริมให้บุคลากรเกิดความรู้สึกมีส่วนร่วมเป็นเจ้าขององค์กร ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนองค์กรให้มีประสิทธิภาพ และ 5.เทคโนโลยี (Technology) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานที่ต้องผนวกเข้ากับทุกมิติขององค์กร

เมื่อพูดถึงการเติบโตและเป้าหมายในปี 2563 คุณระเฑียร บอกว่า ปีหน้าเป็นปีที่ประเมินยากมาก และยากที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตได้ในอัตราสองหลักเหมือนในอดีต แต่เคทีซียังจะเติบโตได้ ส่วนเป้าหมายที่วางไว้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดตามสถานการณ์ เพราะมีความไม่แน่นอนในอนาคตอันใกล้รออยู่เยอะมาก แม้เชื่อว่าสามารถทำได้ แต่คงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ด้วยการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะสินเชื่อบุคคล วันนี้ไม่ใช่เฉพาะการแข่งกับนอนแบงก์ด้วยกัน แต่แบงก์ก็ลงมาแข่งจันด้วย ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องออกผลิตภัณฑ์ใหม่มาเสริมคือ เคทีซีพี่เบิ้ม เพื่อจะให้เป็น (S-Curve) ตัวใหม่ช่วยให้เติบโต แม้ตอนนี้ตลาดยังเล็กมาก สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือ การขยาย ซึ่งเป็นจุดที่ทำยากที่สุด และการทำกำไรในธุรกิจใหม่ที่เริ่มทยอยเปิดให้บริการไปแล้ว ทั้งธุรกิจสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน และ พิโกพลัส (สินเชื่ออเนกประสงค์ที่ให้กับรายย่อยย่อยระดับจังหวัด) รวมถึงนาโนไฟแนนซ์ (สินเชื่อรายย่อยสำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรือผู้มีรายได้ไม่แน่นอน) จะสามารถรับรู้ได้ประมาณ 18-24 เดือน นับตั้งแต่วันที่ดำเนินธุรกิจจริง หลังจากนั้นจึงจะเห็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดอีกครั้ง

เตรียมความพร้อมรับมือเทคโนโลยีแยกเป็นสองขั้ว

จากสถานการณ์ที่เศรษฐกิจในภาพรวมมีแนวโน้มชะลอตัว ซึ่งมองว่าจีดีพีของไทยในปี 2563 มีโอกาสเติบโตประมาณ 2% ด้วยแรงกดดันจากสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐที่ยังยืดเยื้อนั้น เคทีซีมองว่าเป็นจังหวะที่ดีของการเติบโตทางด้านมาร์เก็ตแชร์ มองเห็นโอกาสทางการตลาดมากขึ้น และสิ่งที่มีทิศทางชัดเจนขึ้นอีกเรื่องคือ เทคโนโลยี ซึ่งมีแนวโน้มแบ่งเป็นสองขั้วระหว่างอเมริกาและจีน จากที่ผ่านมาส่วนใหญ่ยึดเทคโนโลยีฝั่งอเมริกา คิดว่าธุรกิจต้องทบทวนเรื่องสองเทคโนโลยี ที่ยากกว่านั้นคือ วันนี้เราได้เตรียมพร้อมหรือยังที่จะรองรับทั้งสองเทคโนโลยี ซึ่งการบริหารจัดการต้นทุนเป็นเรื่องสำคัญ แต่ที่ผ่านมา เคทีซีจัดการเรื่องต้นทุนได้ดีมาก ใช้ต้นทุนน้อยทั้งที่มีเทคโนโลยีตอบสนองในทุกรูปแบบ โดยสิ่งที่เกิดขึ้นยืนยันในสิ่งที่เคทีซีคิด มีความเชื่อตั้งแต่ปีที่แล้วว่า ปัญหาสงครามการค้าจะนำไปสู่การที่เทคโนโลยีแตกเป็นสองค่าย ฉะนั้น การทำงานจึงยึดอยู่บนฐานสองเทคโนโลยีมาตั้งแต่ต้น การดีไซน์ผลิตภัณฑ์ที่ออกมาและที่กำลังจะออกมาอยู่บนฐานของสองค่าย ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นน้อยมากไม่น่าจะเกิน 10-20% เป็นอย่างมาก

“ตอนนี้เราจะเริ่มเห็นการทดแทนเงินสดมากขึ้น มีสองรูปแบบคือ เดบิต และเครดิต ซึ่งข้อแตกต่างคือ เดบิตเป็นเงินของคุณเอง ส่วนเครดิตเป็นเงินของคนอื่น มีคำพูดว่าเดบิตสูญหายคือเงินของคุณหายไปทั้งหมด แต่เครดิตหายไม่ใช่เงินคุณ ยังคุยกับผู้ประกอบการได้ โดยเฉพาะเคทีซีมีนโยบายชัดเจนว่ายึดหลักธรรมาภิบาล ยึดเรื่องสังคม ยึดเรื่องทรัสต์ เวลามีปัญหาจริงใจกับการแก้ปัญหาให้ลูกค้า ผมมีความเชื่อว่าบัตรเครดิตจะโตขึ้นและยังโตต่อไป แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นกับบัตรเครดิตจะเหมือนปัญหาที่แบงก์ประสบนั่นคือ ค่าธรรมเนียมหายไป ส่วนต่างจากการใช้บัตรลดลง จนหลายธุรกรรมไม่คุ้มที่จะทำ ฉะนั้น การบริหารธุรกิจให้มีกำไรก็ยากขึ้น การบริหารให้โตขึ้นให้กำไรมากขึ้นก็จะยิ่งยากขึ้นไปอีก ยังมีอีกหลายกลยุทธ์ที่เราจะนำมาใช้ในการทำงาน และเชื่อว่าจะทำให้เรามีกำไรเป็นบวกได้” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เคทีซี สะท้อนมุมมองต่อแนวโน้มธุรกิจบัตรเครดิตทิ้งท้าย

Share: