ในวันที่โลกการศึกษาไม่เหมือนเดิม เปิดมุมมอง ตะวัน เทวอักษร เจน 3 แห่ง “อักษร เอ็ดดูเคชั่น”

603
0
Share:

โลกใบเดิมที่กำลังถูกคลื่นดิจิทัลซัดโครมเข้าใส่อย่างไม่ยั้ง พาให้ทุกธุรกิจต้องเร่งจัดกระบวนทัพใหม่เพื่อรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลง ไม่เว้นแม้แต่แวดวงการศึกษาที่ถูกท้าทายจากปัจจัยรอบด้าน ในฐานะต้นน้ำสำคัญในการติดอาวุธเด็กไทยให้มีทักษะที่พร้อมสำหรับศตวรรษที่ 21 ด้วยการปฏิวัติกระบวนการเรียนการสอนแบบเก่า ควบคู่ไปกับการพัฒนาครูผู้สอน เพื่อขับเคลื่อนการศึกษาไทยให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล

 

 

เมื่อโลกหมุนไป ในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจในแวดวงการศึกษาย่อมไม่อาจหยุดนิ่ง ภายใต้การนำของทายาทรุ่นที่ 3 ตะวัน เทวอักษร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อักษร เอ็ดดูเคชั่น จำกัด (มหาชน) ได้พลิกบทบาทจากผู้ผลิตหนังสือเรียนที่คนไทยคุ้นเคยในชื่ออักษรเจริญทัศน์ (อจท.) มานานกว่า 80 ปี สู่ผู้ออกแบบนวัตกรรมและกระบวนการเรียนรู้แนวใหม่ จนขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในผู้นำในตลาดสื่อการเรียนการสอน แต่ยังมีพันธกิจสำคัญในการช่วยปิดช่องว่างทางโอกาสของเยาวชนในประเทศ ผ่านการสร้างการศึกษาคุณภาพให้เป็นไปได้แม้ในห้องเรียนที่ขาดแคลนที่สุด ภายใต้ความเชื่อที่ว่า Shape The FUTURE เพราะเราเชื่อว่าอนาคตกำหนดได้

จากแบงก์เกอร์สู่สมรภูมิธุรกิจการศึกษา

กว่า 10 ปีมาแล้วที่ตะวัน พาตัวเองเข้ามาโลดแล่นในวงการการศึกษา แม้จุดเริ่มต้นจะไม่ได้มาจากแพชชั่นเต็มร้อยที่จะเข้ามาสานต่อธุรกิจครอบครัวที่สร้างมาตั้งแต่รุ่นปู่ แต่เพราะคำสบประมาทเพียงประโยคเดียวที่ว่า “บริษัทที่ดีอยู่แล้ว คุณจะเข้ามาทำอะไรให้ดีขึ้นได้อีก” พาให้คนหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงที่ไม่มีคำว่า “เป็นไปไม่ได้” ในพจนานุกรมเลือกพิสูจน์ตัวเองให้เห็นว่า “ผมทำได้”

“ย้อนกลับไปเมื่อ 80 ปีที่แล้ว คุณปู่ผมมาจากเมืองจีน มาแบบเสื่อผืนหมอนใบเลย อาชีพแรกของคุณปู่ คือ แบกหนังสือไปขายตามวัด ขายไปขายมาก็คิดว่าพิมพ์เองดีกว่า ก็เลยเริ่มพิมพ์ใบลานไปขายที่วัดสุทัศน์ โชคดีไปเจอเจ้าอาวาส ท่านเห็นคุณปู่เป็นคนอ่อนน้อมแต่มุ่งมั่นเลยแนะนำผู้เขียนให้ ท่านเลยขยับจากผู้จัดพิมพ์มาเป็นสำนักพิมพ์ (พับบลิชเชอร์) เริ่มพัฒนาเนื้อหาเอง จากหนังสือพระค่อยๆ ผันตัวมาพิมพ์หนังสือเรียน” ตะวันบอกเล่าถึงที่มาของอักษรที่หลายคนไม่เคยรู้อย่างออกรส

ธุรกิจหนังสือเรียนที่เริ่มจากรุ่นปู่ ส่งต่อมายังคุณพ่อของตะวัน ลูกไม้ใต้ต้นที่ได้รับการวางรากฐานการศึกษาอย่างดี เพื่อนำความรู้กลับมาพัฒนาธุรกิจ จวบจนมาถึงรุ่นที่ 3 ลูกไม้กลับแตกแถว เมื่อตะวันเลือกเรียนต่อด้านวิศวกรรมเครื่องกลที่ออสเตรเลีย ก่อนจะไปเรียนต่อปริญญาโทด้านธุรกิจ ที่ลอสแอนเจลิส

“ช่วงที่ใกล้จะเรียนจบปริญญาตรี ผมประทับใจรุ่นพี่ที่เป็นแบงก์เกอร์ท่านหนึ่ง อยากเป็นแบบเขาบ้าง เทอมสุดท้ายผมตัดสินใจเบนเข็มชีวิต หันมาเรียนต่อด้านการเงินและธุรกิจ และยึดอาชีพแบงก์เกอร์มานานถึง 10 ปี ได้ทำงานกับคนเก่งๆ เยอะมาก ได้รับประสบการณ์มากมาย จนผมไปเรียนต่อปริญญาโทกลับมาก็ยังมาทำงานสายการเงินต่อ กระทั่งครอบครัวคิดจะมองหาเจเนอเรชั่นใหม่เข้ามาสานต่อธุรกิจ ผมถามตัวเองอยู่พอสมควร เพราะผมเองไม่มีความรู้เรื่องการศึกษามาก่อน นึกภาพไม่ออกด้วยซ้ำว่าถ้าเข้ามาทำงานตรงนี้แล้วจะมีความสุขเหมือนงานที่ทำอยู่หรือเปล่า จนได้ฟังคำพูดที่สะกิดใจว่า ส่วนใหญ่ธุรกิจที่มาถึงเจเนอเรชั่น 3 มักไปไม่รอด บ้างก็ว่า บริษัทนี้มันดีอยู่แล้ว ผมจะทำให้ดีขึ้นได้อย่างไร วินาทีนั้น ผมบอกตัวเองว่า ถ้าอย่างนั้นต้องลองเข้ามาพิสูจน์”

คลื่นลูกใหม่ของวงการศึกษา

แรงฮึดที่ก่อตัวขึ้นในใจ พาให้ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ผู้บริหารหนุ่มหมั่นหาความรู้ สั่งสมประสบการณ์ เริ่มต้นปูทางเส้นทางธุรกิจด้วยการทำการบ้านอย่างหนัก เพื่อสร้างเข็มทิศในการทำงานให้ตัวเองด้วยการจัดทัวร์นกขมิ้นเดินสายไปเยี่ยมเยียนโรงเรียนแบบค่ำไหนนอนนั่น เพื่อตามหาว่าอะไรคือสิ่งที่พวกเขาต้องการ

“คำตอบที่พบ คือ พวกเขาไม่ได้ต้องการแค่หนังสือเรียนที่ดี แต่ต้องการกระบวนการเรียนรู้ และสื่อการเรียนการสอนที่ดี ดังนั้นในฐานะผู้ผลิต เราจะแค่เอาเนื้อหามาแปะบนกระดาษแล้วพิมพ์เป็นหนังสือเรียนขายไม่ได้ แต่เราต้องออกแบบกระบวนการเรียนรู้สำหรับโลกยุคใหม่ที่ตอบรับกับความต้องการของครูและนักเรียน สร้างประสบการณ์ที่เน้นการมีส่วนร่วมในห้องเรียนด้วยนวัตกรรมเพื่อการศึกษาที่ครบวงจร นำมาซึ่งผลสัมฤทธิ์สูงสุดส่งเสริมมาตรฐานการศึกษาไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานระดับสากล”

ทั้งหมดนี้เป็นโจทย์ที่ทำให้อักษรมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรอย่างไม่หยุดยั้ง เริ่มจากภายในองค์กร อักษรนิยามตัวเองว่าเป็นมากกว่าธุรกิจหนังสือเรียน แต่มุ่งออกแบบกระบวนการเรียนรู้ในรูปแบบของโซลูชั่น (Education Solution Design) เริ่มตั้งแต่พัฒนาแผนการสอนสำหรับครูที่มุ่งกระตุ้นเด็กด้วยคำถาม พร้อมกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้หาความรู้จากการลงมือทำจริง และใช้กระบวนการคิดวิเคราะห์เพื่อหาคำตอบ ผ่านสื่อการเรียนการสอนที่หลากหลาย ทั้งในรูปแบบของหนังสือเรียน ชุดสื่อเสริมทักษะที่เราคุ้นเคยกันดี ไปจนกระทั่งของเล่นเพื่อการศึกษา และสื่อการเรียนรู้ในรูปแบบดิจิทัล มุ่งให้เกิดปฏิสัมพันธ์กันระหว่างครูกับเด็ก ส่งเสริมให้เด็กเกิดจินตนาการ และรักการเรียนรู้ไปตลอดชีวิต

อีกทั้งยังเสริมพลังให้กับครูด้วยสื่อสนับสนุนการสอนในรูปแบบต่างๆ อาทิ คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สื่อมัลติมีเดีย ที่เอื้อให้ครูเกิดไอเดียดีๆ มีแนวทางการสอนใหม่ๆ รวมไปถึงไม่ลดละบทบาทในการเคียงข้างพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง เพราะอักษรเชื่อว่า ครูคือหัวใจสำคัญของการศึกษา บทบาทของครูในวันนี้ไม่ใช่แค่ผู้ถ่ายทอดความรู้ แต่เป็นผู้สร้างประสบการณ์

เพื่อให้เห็นภาพการทรานส์ฟอร์มองค์กรอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ตะวันยังอธิบายให้เห็นภาพว่า “คนนอกอาจไม่รู้ว่า อักษรมีการจัดตั้งแผนกใหม่ที่เรียกว่า แผนกวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อทำงานร่วมกับครู นำ Pain point จากห้องเรียนไทยและเสียงของครู มาเป็นแกนในการพัฒนากระบวนการเรียนการสอน โดยยึดเอาสิ่งที่ผู้เรียนจำเป็นต้องเรียนรู้ผสานกับทักษะที่จำเป็นต้องมีเป็นแกนสำคัญมาศึกษา วิจัย และ ทดสอบการเรียนรู้ผ่านห้องเรียนจริง เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน เปิดโอกาสให้ครูได้เห็นแนวทางการสอนในรูปแบบต่างๆ สามารถนำไปต่อยอดและปรับใช้ได้ในห้องเรียนที่ต่างบริบทกันได้ ถ้าจะพูดให้ทันสมัย คือ เราเอากระบวนการแบบ Design Thinking เข้ามาใช้ในออกการพัฒนากระบวนการเรียนการสอนอย่างเป็นรูปธรรมนั่นเอง”

นอกจากนี้อักษรยังมีการจับมือกับพันธมิตรมากมาย เพื่อสร้างแรงกระเพื่อมให้กับการศึกษาไทยก้าวไปอีกขั้น ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคนิคการเรียนคณิตศาสตร์แบบ Singapore Maths ที่ทำให้เด็กสิงคโปร์เก่งคณิตศาสตร์เป็นอันดับต้นๆ ของโลกมาแล้วมาปรับใช้ ผนึกกำลังกับสำนักพิมพ์แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ในฐานะผู้แทนจำหน่ายรายใหญ่อย่างเป็นทางการ พร้อมร่วมมือกับ เบนเนสเซ่ คอร์ปเปอร์เรชั่น องค์กรด้านการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นนำระบบการประเมินเพื่อการเรียนรู้ (Assessment for Learning-AfL) วิเคราะห์ถึงจุดแข็ง และจุดอ่อนของผู้เรียน โดยลงลึกถึงในระดับรายบุคคล ช่วยครูวางแผนการสอนได้สอดคล้องกับความสามารถของนักเรียน

อีกหนึ่งบทพิสูจน์ของการปรับตัวในฐานะผู้ผลิตที่ก้าวทันกับกระแสโลกอย่างน่าจับตามอง คือ บทบาทการก้าวสู่ความเป็นหนึ่งในผู้นำด้านวิทยาการคำนวณ หรือ “Computing Science” วิชาน้องใหม่ที่กระทรวงศึกษาธิการเพิ่งบรรจุให้เป็นวิชาที่เด็กไทยต้องเรียนเมื่อปีการศึกษา 2561

“ช่วงนี้กระแสวิทยาการคำนวณมาแรง ผมมองว่า วิทยาการคำนวณไม่ใช่เรื่องใหม่แค่ระบบการศึกษาไทย แต่รวมถึงอีกหลายประเทศชั้นนำทั่วโลกที่กำลังตื่นตัวและมีเพียงไม่กี่ประเทศชั้นนำเท่านั้นที่นำร่องบรรจุวิชานี้ไว้ในหลักสูตรระดับชาติไปแล้ว เช่น ฟินแลนด์ เกาหลีใต้ อังกฤษ และ สหรัฐอเมริกา อักษรเองไม่ได้นิ่งนอนใจ เพื่อเข้าใจในวิชาแห่งโลกอนาคตอย่างถ่องแท้ เราเริ่มต้นตั้งแต่การพัฒนาบุคลากรภายใน ด้วยการจัดตั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง จับมือกับ Code.org เว็บไซต์ชื่อดังด้านการเขียนภาษาโค้ดดิ้งจากสหรัฐอเมริกา ในฐานะเอกชนรายเดียวในประเทศที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น International Professional Development Partner พร้อมส่งนักวิชาการเข้าร่วมอบรมหลักสูตรเกี่ยวกับวิทยาการคำนวณอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้คู่ขนานไปกับการจัดอบรมสัมมนาครูอย่างต่อเนื่อง จุดประกายให้ครูไทยมั่นใจที่จะสอนวิทยาการคำนวณ” ตะวันเล่าอย่างออกรส

อย่างไรก็ตาม ในวันที่วงการศึกษากำลังถูกดิสรัปอย่างหนักไม่แพ้ธุรกิจอื่น ตะวันทิ้งท้ายด้วยแววตาเป็นประกายว่า เขายังเชื่อมั่นที่จะยกมาตรฐานการศึกษาไทย “เป้าหมายของผม คือ เปลี่ยนห้องเรียนทั้งประเทศเป็นห้องเรียนที่มีปฏิสัมพันธ์สูง ครูตั้งคำถามเยอะขึ้นเพื่อให้นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กัน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ที่ดี มีคุณภาพ สร้างเด็กรุ่นใหม่ให้มีทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 นี่จึงเป็นภารกิจสุดท้าทายที่เราต้องทำอย่างสุดความสามารถเพื่อพิชิตเส้นชัย”

Share: