3 มิติการบริหารองค์กรในโลกยุค Digital Economy

36
0
Share:

เมื่อเรากำลังก้าวเข้าสู่ Digital Economy อย่างแท้จริง รูปแบบการทำงานในโลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก เพราะมีการนำหุ่นยนต์ (Robotics) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติ (Automation) เข้ามาปรับใช้ในการทำงานมากขึ้น เพื่อเพิ่มผลผลิตให้กับสินค้าและบริการ เพิ่มประสิทธิภาพให้กับกระบวนการทำงาน ในขณะเดียวกันก็ช่วยลดต้นทุน ค่าใช้จ่าย และร่นระยะเวลาในการทำงานไปพร้อมกัน ยุคระบบเศรษฐกิจ Digital Economy ทำให้หลายองค์กรต้องหันมาเตรียมความพร้อม เรียนรู้ และหาทางอยู่ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบใหม่ๆ ให้ได้

 

อริญญา เถลิงศรี Chief Capability Officer & Managing Director – SEAC ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่าเราอยู่ในยุคที่ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต หรือ Internet of Things ร้านค้าออนไลน์สามารถหาลูกค้าได้ทั่วโลกตลอด 24 ชั่วโมงซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

ผู้คนหันมาทำธุรกรรมออนไลน์กันมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยบทบาทของเทคโนโลยีที่มากขึ้นย่อมส่งผลให้ความต้องการของคนทำงาน (workforce) เปลี่ยนแปลงไป หากในวันนี้องค์กรไหนยังไม่เข้าใจ แทนที่องค์กรนั้นจะปลุกปั้นสร้างพนักงานให้เก่ง ทำงานเป็น รักและอยู่กับองค์กรไปนานๆ แต่กลับไม่สามารถรักษาคนเก่งๆ ไว้ได้ และคนทำงานรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยจะเลือกเดินออกจากองค์กรไป

ธุรกิจไทยจะรับมืออย่างไรกับภาพ workforce ที่เปลี่ยนไปแล้ว ถึงเวลาที่ธุรกิจต้องเรียนรู้เข้าใจหน้าตาของ workforce ในวันนี้ว่าเป็นอย่างไร จะปรับองค์กรอย่างไรให้สามารถรักษาพนักงานที่มีประสิทธิภาพไว้ได้ 3 มิติใหม่ของรูปแบบการทำงานดังต่อไปนี้ ที่กำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้นทั้งในต่างประเทศ และในประเทศไทยเอง

มิติที่หนึ่ง กระแส Digital Workplace ที่กำลังเติบโตขึ้น
เพื่อทำความเข้าใจเทรนด์ Digital workplace กล่าวคือ คนรุ่นใหม่ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีมากขึ้น ประเทศไทยกำลังเข้าสู่แรงงานในรูปแบบดิจิทัล (Digital workforce) ผ่านการนำระบบอัตโนมัติมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจมากขึ้น รวมถึงการที่องค์กรต้องใส่ใจในทุกมิติของตัวพนักงาน และปรับวิธีการทำงานภายในองค์กรให้เป็นแบบ Employee centric

ประเด็นสำคัญสำหรับองค์กรคือ ในวันนี้เราต้องเข้าใจว่าคนทำงานรุ่นใหม่ต้องการการทำงานที่สะดวกขึ้น องค์กรจึงต้องคอยหาเครื่องมือ แพลตฟอร์ม รวมถึงสร้างบรรยากาศที่เอื้อกับการทำงานยุคใหม่เพิ่มประสิทธิภาพและผลลัพธ์ในการทำงาน อำนวยความสะดวกให้คนมาทำงานมากขึ้น โดยเน้นเรื่อง Employee centric มากกว่าเดิม

ต้องเริ่มเข้าใจถึงธรรมชาติความต้องการของคนทำงานในยุคนี้ ปรับกระบวนการและขั้นตอนการทำงานในองค์กรให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตและวิธีการทำงานของพนักงาน

หลายบริษัทที่ยังเป็นองค์กรดั้งเดิมและยังยึดติดกับรูปแบบการทำธุรกิจที่มีโครงสร้างแบบเจ้าขุนมูลนายอยู่ต้องเริ่มคิดใหม่ มองใหม่ และทำความเข้าใจในภาพของ workplace ที่กำลังเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะอยากเปลี่ยนหรือไม่ก็ตาม แต่ความต้องการของคนทำงานไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป คนเลือกงานมากขึ้น

ถึงเวลาที่องค์กรต้องมองในเรื่อง Digital workplace และปรับในเรื่องวิธีการทำงานใหม่ และนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงาน หลายบริษัทปรับตัวด้วยการสร้างระบบอัตโนมัติขึ้นมารองรับ เช่น ระบบการจัดส่งเอกสาร ระบบการจองใช้ห้องประชุมที่เน้นออนไลน์ การสร้างแชทบอต (Chatbot) หรือ ผู้ช่วยอัจฉริยะ (Digital assistant) ซึ่งสามารถสื่อสารและตอบปัญหาพนักงานได้อย่างอัตโนมัติในทันที เป็นต้น เพื่อตอบสนองคนทำงานรุ่นใหม่ที่คาดหวังมากขึ้นเกี่ยวกับ Digital workplace ในองค์กร การเข้าไปทำงานกับองค์กรที่มีเครื่องมือเอื้อการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและรวดเร็วมากขึ้น

มิติที่สอง เทรนด์รับงานอิสระ (Gig Economy) ที่มาแรงของสังคมคนทำงาน
รูปแบบการทำงานแบบ Gig ก็คือเหล่าฟรีแลนซ์ เอาท์ซอร์ซ พาร์ทไทม์ หรือการรับงานอิสระที่กำลังเป็นเทรนด์ไปทั่วโลก คนต้องการชีวิตที่ยืดหยุ่น อิสระ สามารถจัดสรรเวลาในการใช้ชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยวิถีชีวิต รูปแบบธุรกิจและเทคโนโลยีในปัจจุบันที่เอื้อและผลักดันให้กระแสการรับงานอิสระได้รับความนิยมอย่างมาก

งานวิจัยของ McKinsey พบว่า Gig Worker นั้นเป็นแรงงานกว่า 30% ของตลาดแรงงานในประเทศสหรัฐอเมริกา และมีแนวโน้มที่จะมากเรื่อยๆ นั่นหมายความว่าบุคลากรในตลาดแรงงานกว่าครึ่งกำลังจะกลายเป็น Gig Worker มากกว่าหรือรับงานอิสระควบคู่ไปกับการทำงานประจำ แน่นอนว่า ภายในองค์กรจะรับ Gig Worker แบบนี้มากขึ้น หลายองค์กรมองว่าการจ้างงานแบบนี้ช่วยตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจ และในขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายก็น้อยกว่าการจ้างงานในรูปแบบดั้งเดิมด้วยซ้ำ

ส่วนคนทำงานรุ่นใหม่เริ่มมองภาพนี้มากขึ้น และเริ่มมีตัวเลือกการทำงานมากขึ้น ด้วยเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตคนทำงานรุ่นใหม่ที่พอหลังเลิกงานก็ไปขับรถรับส่งผู้โดยสาร ส่งอาหาร รับงานแปลเอกสาร หรือสอนหนังสือได้กลายเป็นเรื่องปกติ นอกจากนี้ แทนที่นักศึกษาจบใหม่จะเข้าทำงานในองค์กร แต่กลับเลือกรับงานที่ตัวเองถนัดและสามารถควบคุมดูแลตัวเองและงานได้ อีกทั้งใช้ชีวิตได้อย่างยืดหยุ่น ซึ่งเทรนด์การรับงานอิสระช่วยตอบโจทย์ความต้องการของคนในพื้นที่ได้อย่างดี

สิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องตระหนักคือ การยอมรับเทรนด์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันให้เร็วที่สุด ต้องพร้อมที่จะรับมือกับสิ่งเหล่านี้ที่กำลังจะเกิดขึ้นในตลาดแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างของงานให้ยืดหยุ่นและสามารถจบเป็นงาน ๆ ได้ หรือการทำสัญญาระยะสั้นให้สอดคล้องกับการทำงานแบบ Gig ในที่สุดแล้ว ผู้ใช้บริการ ลูกค้าหรือนายจ้างยุคใหม่หลายคนก็พอใจกับการจ้างแรงอิสระเหล่านี้มากกว่า เพราะเหล่า Gig Worker นั้นมีแนวโน้มที่จะมีประสิทธิภาพสูง มีความสร้างสรรค์ และมีความมุ่งมั่นสูงนั่นเอง

มิติที่สาม ภาพการทำงานที่ยืดหยุ่น และการทำงานจากต่างสถานที่
ปัจจุบัน เรามีเทคโนโลยีเข้ามาช่วย มีเศรษฐกิจแบบ Sharing Economy และเทรนด์การรับงานอิสระ เราสามารถทำงานได้โดยไม่ต้องมีสถานที่ทำงานประจำ หรือไม่ต้องมีระบบนายจ้างลูกจ้างตามกฎหมายแรงงานแบบเต็มใบ แต่ละคนแค่มีที่นั่งทำงานที่ตัวเองชอบและมีเทคโนโลยีอยู่ในมือ ก็สามารถมีความสุขกับการสร้างสรรค์ผลงานในระดับโลกได้

องค์กรสามารถทำงานกับคนที่มีความสามารถที่หลากหลายแม้ไม่เคยเจอกัน ไม่ได้อยู่ในประเทศเดียวกันก็สามารถทำงานร่วมกันได้ ภาพการทำงานที่ไม่ได้จำกัดอยู่ในสถานที่หรือประเทศที่เราอยู่กำลังใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ องค์กรเริ่มแข่งขันและเข้าหาแรงงานที่อยู่นอกประเทศตนเองได้ด้วยเทคโนโลยีที่สามารถทำงานติดต่อสื่อสารกับคนที่อยู่คนละประเทศกัน

องค์กรต้องเข้าใจธรรมชาติของคนทำงานรุ่นใหม่มากขึ้น พร้อมปรับกระบวนการทำงานด้วยการใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้ทำงานจากที่บ้าน (work from home) 1-2 วันต่อสัปดาห์ ไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศทุกวัน สามารถเข้าร่วมประชุมแบบ Video Call Conference เป็นต้น องค์กรต้องเริ่มตระหนักถึงการปรับรูปแบบการทำงานให้ยืดหยุ่น เพื่อตอบสนองกับโลกของการทำงานแบบดิจิทัลมากขึ้น

โดยสรุปแล้ว องค์กรในยุค Digital Economy ต้องเตรียมความพร้อมโดยเริ่มจากการเข้าใจภาพการทำงานที่เปลี่ยนไป ต้องมองเรื่องการอำนวยความสะดวกให้คนทำงาน พนักงานไม่จำเป็นต้องเป็น Full time แต่จะเป็นฟรีแลนซ์และพาร์ทไทม์มากชึ้น นอกจากนี้ การทำงานไม่จำเป็นต้องมองว่าต้องมาอยู่ที่เดียวกันก็สามารถทำงานร่วมกันได้ด้วยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำงาน

ถึงที่สุดแล้ว หลายองค์กรหมดเงินมากมายมหาศาลไปกับการลงทุนในเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่แท้ที่จริงแล้วการที่องค์กรจะทรานส์ฟอร์มเพื่อให้อยู่รอดในยุคนี้ได้ก็คือ การปรับวิธีคิด (Mindset) กระบวนการทำงาน และการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมให้พนักงานได้พัฒนาศักยภาพของตนเองเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ดิจิทัลขององค์กรด้วย

อีกทั้ง คนทำงานก็ต้องหมั่นเพิ่มพูนทักษะใหม่ๆ (Reskill & Upskill) อยู่ตลอดเวลา เพราะวันนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ไม่มีอะไรตายตัว ทักษะในวันนี้กำลังเปลี่ยนเรื่อยๆ วันนี้ใช้ทักษะนี้ ปีหน้าใช้อีกทักษะหนึ่ง ดังนั้นต้องตระหนักว่า องค์กรเราต้องการวิธีคิดไหน ต้องสร้าง skill ให้คนในองค์กรอย่างไร เพราะแรงขับเคลื่อนสำคัญขององค์กรในยุค Digital Economy ก็คือ “คนที่เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง” ซึ่งเปรียบเสมือนขุมทรัพย์ และ กุญแจสำคัญสู่การเติบโตขององค์กร

เปิดโลกแห่งการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองได้แล้วกับ SEAC พร้อมสัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้ตลอดชีวิตกับ YourNextU โมเดลการเรียนรู้แบบ Blended Learning ที่ให้คุณเรียนรู้ในรูปแบบไม่มีลิมิต ตั้งแต่วันนี้ ที่ https://www.yournextu.com

เรื่อง : อนุสรา ทองอุไร /ภาพ : pixabay

Share: