ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอัจฉริยะ เร่งสปีดการพัฒนาระบบประมวลผลเซ็นเซอร์ยุคใหม่
การออกแบบคอมพิวเตอร์สำหรับภาคอุตสาหกรรมกำลังมีความท้าทายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากข้อมูลที่ได้จากสายการผลิตนั้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้องเพิ่มจำนวนและประเภทของเซ็นเซอร์มากขึ้น นอกจากนี้ ทั้งภาคอุตสาหกรรมและการแพทย์ต่างก็นำระบบอัตโนมัติมาใช้ ตั้งแต่อุปกรณ์ขนาดเล็กไปจนถึงเทคโนโลยี edge และคลาวด์ (cloud) ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องทำงานร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ (AI), แมชชีนเลิร์นนิ่ง (ML), ซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูล และจอแสดงผลอัจฉริยะ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ความต้องการพลังการประมวลผลที่หลากหลายและทรงพลังเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย เทคโนโลยีใหม่เช่น ‘แพลตฟอร์มประมวลผลแบบปรับเปลี่ยนได้’ (adaptive compute platform) ออกแบบมาเพื่อจัดการกับระบบควบคุมที่ต้องใช้เซ็นเซอร์จำนวนมากโดยเฉพาะ ซึ่งช่วยเร่งการพัฒนา ทำให้การผสานฮาร์ดแวร์เข้ากับซอฟต์แวร์ง่ายขึ้น โดยยังคงประสิทธิภาพไว้สูงสุด และควบคุมการใช้พลังงานได้อย่างแม่นยำ
![]()
แนวโน้มการประมวลผลบนคอมพิวเตอร์อุตสาหกรรมแบบฝังตัว (Embedded PC)
แอปพลิเคชันต่างๆ กำลังเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิทัลที่ทำงานบน edge (การประมวลผลที่ปลายทางใกล้ตัวผู้ใช้) ซึ่งประกอบด้วยหลายปัจจัยสำคัญ เช่น การติดตั้งเซ็นเซอร์ในทุกภาคส่วน (sensorization), การนำ AI และ ML มาใช้ทั้งบน edge และคลาวด์, ระบบสั่งการระหว่างคนกับเครื่องจักร (human machine interface), ประสบการณ์ด้านมัลติมีเดีย, ระบบเครือข่าย และการรวมระบบเทคโนโลยีฝั่งปฏิบัติการ (OT) เข้ากับฝั่งสารสนเทศ (IT) ซึ่งแต่ละส่วนมักต้องการหน่วยประมวลผลที่แตกต่างกันเพื่อให้ทำงานได้ดีที่สุด
ยกตัวอย่าง ระบบสร้างภาพทางการแพทย์ (รังสีรักษา) ที่ต้องใช้ “หัววัดสัญญาณ (probes)” เชื่อมต่อและประมวลผลด้วยอัลกอริทึมที่ซับซ้อน จึงต้องใช้พลังประมวลผลมหาศาล ข้อมูลดิบที่ได้มาจะยังไม่มีประโยชน์ต่อนักรังสีวิทยาหรือแพทย์โรคหัวใจ จนกว่าจะถูกนำไปคัดกรอง จัดระเบียบ และประมวลผลให้เรียบร้อยเสียก่อน ซึ่งระบบวิเคราะห์ข้อมูลและประมวลผลด้วย AI (AI inferencing) สามารถเข้ามาช่วยสร้างข้อมูลเชิงลึกและเร่งกระบวนการวิเคราะห์ผลได้ จากนั้นข้อมูลทั้งหมดจะถูกนำมาสร้างภาพ (render) และแสดงผลบนหน้าจอเพื่อช่วยให้แพทย์วิเคราะห์ได้ง่ายขึ้น ก่อนจะส่งต่อไปยังฐานข้อมูลของโรงพยาบาล
นี่เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าการใช้เซ็นเซอร์อย่างแพร่หลายช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลให้กับแอปพลิเคชันแบบฝังตัวได้มหาศาล เซ็นเซอร์จำนวนมากเหล่านี้ต้องรับและส่งข้อมูลในระดับมิลลิวินาที (1/1000 วินาที) เพื่อการตอบสนองที่รวดเร็วที่สุด นอกจากนี้ ข้อมูลจากเซ็นเซอร์ยังเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับอัลกอริทึม Big Data เพื่อสกัดข้อมูลเชิงลึกออกมาใช้ในการปรับปรุงกระบวนการและพัฒนาผลิตภัณฑ์รุ่นต่อไป
อินสแตนซ์ Edge จำนวนมากที่ติดตั้งเซ็นเซอร์และแพลตฟอร์มแบบปรับเปลี่ยนได้ มักจะมีคอมพิวเตอร์เป็นส่วนหนึ่งของระบบหรือเชื่อมต่ออยู่ด้วย การนำหน่วยประมวลผล x86, AI, ระบบควบคุม, การเชื่อมต่อเซ็นเซอร์, การแสดงผล และระบบเครือข่ายมารวมไว้ใกล้กัน มีข้อดีหลายอย่าง เช่น อุปกรณ์มีขนาดเล็กลง ทำให้ติดตั้งง่ายขึ้น และยังประหยัดพลังงาน ซึ่งช่วยให้การออกแบบระบบจ่ายไฟง่ายขึ้น อุปกรณ์ที่ใช้แบตเตอรี่เช่น หุ่นยนต์เคลื่อนที่อัตโนมัติ (AMR) ที่ใช้ขนย้ายชิ้นส่วนในโรงงาน ก็จะทำงานได้นานขึ้นต่อการชาร์ตหนึ่งครั้ง การใช้โซลูชันที่รวมทุกอย่างไว้ด้วยกันจึงช่วยลดต้นทุนโดยรวม (cost of ownership) ได้ดีกว่าการไปเพิ่มขนาดแบตเตอรี่ให้ใหญ่ขึ้น ซึ่งจะทำให้ทั้งต้นทุนและน้ำหนักของหุ่นยนต์เพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น
อย่างไรก็ตาม การจะรวมระบบที่ซับซ้อนเหล่านี้เข้าด้วยกันได้นั้น ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ขั้นสูง และจะยิ่งท้าทายขึ้นเรื่อยๆ เมื่อต้องเพิ่มจำนวนเซ็นเซอร์มากขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ, ความปลอดภัย และการวางแผนธุรกิจที่ดียิ่งขึ้น
การผสานรวมที่ยืดหยุ่น
แนวทางที่นิยมใช้กันคือ การใช้ประโยชน์จาก สถาปัตยกรรมโปรเซสเซอร์ x86 ซึ่งเป็นที่แพร่หลายในวงการคอมพิวเตอร์อุตสาหกรรมและการแพทย์ ควบคู่ไปกับแพลตฟอร์มประมวลผลแบบปรับเปลี่ยนได้ ที่สามารถควบคุมเครื่องจักรและเชื่อมต่อเซ็นเซอร์ได้แบบเรียลไทม์ การผสมผสานนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย เช่น ระบบแมชชีนวิชั่น (machine vision), เครือข่ายในโรงงาน, อุปกรณ์ควบคุมหุ่นยนต์, การสร้างภาพทางการแพทย์ และการวิเคราะห์ข้อมูลในธุรกิจค้าปลีก
ตามปกติแล้ว คอมพิวเตอร์สำหรับอุตสาหกรรมจะทำหน้าที่เหมือน “ผู้เฝ้าประตู” ที่คอยจัดการข้อมูลเซ็นเซอร์ที่ส่งเข้ามามหาศาล และเลือกว่าจะประมวลผลบนคอร์ x86 หรือส่งต่อไปยังการ์ดเร่งความเร็วแบบ FPGA (หากมี) ผ่านช่องเชื่อมต่อ PCIe® แต่ปัญหาหลักของวิธีนี้คือ ความหน่วง (latency) หรือความช้าในการตอบสนอง เพราะเวลาที่ใช้ในการรับ-ส่ง และประมวลผลข้อมูลอาจทำให้ระบบไม่สามารถทำงานแบบเรียลไทม์ได้
แนวคิดในการ รวมอินเทอร์เฟซเซ็นเซอร์, โปรเซสเซอร์ AI, และการประมวลผลเครือข่ายไว้บนแพลตฟอร์ม FPGA แบบปรับเปลี่ยนได้ จึงมีศักยภาพอย่างมาก การรวมฟังก์ชันเหล่านี้ไว้บนเมนบอร์ดเดียวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดความหน่วง เพราะข้อมูลไม่ต้องเดินทางผ่านชิ้นส่วนหลายๆ ตัว ทำให้ระบบตอบสนองได้เร็วขึ้น แม่นยำขึ้น และยังใช้พลังงานน้อยลงอีกด้วย
ระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่รองรับ
แพลตฟอร์มประมวลผลแบบปรับเปลี่ยนได้ที่สามารถจัดการการประมวลผลเซ็นเซอร์, การควบคุม, ระบบเครือข่าย และ AI ได้แบบเรียลไทม์ จะช่วยลดทั้งความหน่วง, การใช้พลังงาน และขนาดของอุปกรณ์โดยรวม ผลลัพธ์ที่ได้คือแพลตฟอร์มที่ทรงพลังและมีประสิทธิภาพสำหรับระบบประมวลผลแบบฝังตัว
หลักการนี้ถูกนำมาใช้ในอุปกรณ์เช่นโปรเซสเซอร์ AMD Versal ซึ่งเป็นชิปที่รวมหน่วยประมวลผลหลายชนิดไว้ด้วยกัน ทำให้การสร้างแพลตฟอร์มหน่วยประมวลผลแบบฝังตัวเพื่อรองรับการใช้งานเซ็นเซอร์จำนวนมากเป็นเรื่องง่ายขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังจัดการกับภาระงานที่หลากหลายได้ การเพิ่มหน่วยประมวลผล x86 เข้าไปในโซลูชันที่ปรับเปลี่ยนได้ซึ่งมีช่อง I/O จำนวนมากสำหรับเชื่อมต่อเซ็นเซอร์โดยเฉพาะ จะช่วยยกระดับการผสานรวม, ประสิทธิภาพพลังงาน และการตอบสนองของระบบไปอีกขั้น การมีช่อง I/O จำนวนมากทำให้สามารถเชื่อมต่อเซ็นเซอร์ได้หลายประเภท เช่น กล้อง GMSL, LiDAR, หรือหัววัดทางการแพทย์ เช่น กล้องเอนโดสโคปและอัลตราซาวนด์ และยังสามารถเพิ่มช่องสัญญาณเซ็นเซอร์ใหม่ๆ ได้ง่ายในอนาคต
แนวทางนี้เป็นการรวมข้อดีของการเชื่อมต่อเซ็นเซอร์ที่ยืดหยุ่นเข้ากับ Ecosystem ขนาดใหญ่ของแพลตฟอร์ม x86 ทำให้การพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับเซ็นเซอร์, AI, และระบบควบคุมเครือข่ายง่ายขึ้น วิศวกรจึงสามารถสร้างคอมพิวเตอร์แบบฝังตัวที่ปรับแต่งมาให้ตรงตามความต้องการได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดจำนวนช่อง I/O ของเซ็นเซอร์, การเลือกส่งข้อมูลแต่ละช่องไปยังหน่วยประมวลผลที่เหมาะสมที่สุด (เช่น CPU, DSP หรือ AI Engine) ไปจนถึงการปรับจูนระบบให้ประหยัดพลังงานและมีประสิทธิภาพสูงสุด ความยืดหยุ่นนี้ยังช่วยให้วิศวกรสามารถ จัดลำดับความสำคัญของเซ็นเซอร์ที่แตกต่างกันได้ตามความสำคัญและสอดคล้องกับการทำงานที่แม่นยำและคาดการณ์ได้แบบ เรียลไทม์
ด้วย Ecosystem ที่แข็งแกร่งของ x86 ทำให้นักพัฒนามีเครื่องมือและทรัพยากรมากมายในการสร้างแอปพลิเคชันที่ล้ำสมัย เช่น แมชชีนวิชั่น, การสแกนภาพทางการแพทย์, การควบคุมหุ่นยนต์ และอื่นๆ อีกมากมาย
บทความโดย สตีเวน ฟง, รองประธานฝ่ายธุรกิจหน่วยประมวลผลแบบฝังตัวประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น (APJ)