5 มุมคิดช่วย SME หาโอกาสเติบโต ในวันที่ธุรกิจ “ไปต่อได้ไม่เท่ากัน”

16
0
Share:

ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ผู้ประกอบการ SME ยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ชะลอตัว ต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่อยู่ในระดับสูง และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ขณะที่ ttb analytics ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวเพียง 1.7% ลดลงจาก 2.4% ในปีก่อน สะท้อนว่าการเติบโตของธุรกิจในปีนี้อาจไม่สามารถรอแรงหนุนจากเศรษฐกิจโดยรวมได้เพียงอย่างเดียว

 

 

ภายใต้ภาวะที่แต่ละอุตสาหกรรมฟื้นตัวไม่เท่ากัน ธุรกิจที่ยังไปต่อได้จึงไม่ใช่ธุรกิจที่มีขนาดใหญ่กว่าเสมอไป แต่คือธุรกิจที่อ่านเกมตลาดได้เร็ว ใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ และปรับโมเดลธุรกิจให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

finbiz by ttb จึงสรุป 5 มุมคิดสำคัญที่ช่วยให้ SME ประเมินโอกาสทางธุรกิจ บริหารต้นทุนและสภาพคล่อง รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนและต่อยอดการเติบโตได้อย่างมีทิศทาง

1. มองหาความต้องการใหม่ ไม่ยึดติดกับยอดขายเดิม
ยอดขายในอดีตอาจไม่สะท้อนความต้องการของลูกค้าในปัจจุบัน โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ผู้ประกอบการจึงควรทบทวนว่า สินค้า ช่องทางขาย และรูปแบบบริการที่มีอยู่ ยังตอบโจทย์ลูกค้าได้มากน้อยเพียงใด

โอกาสเติบโตไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนขนาดใหญ่ แต่อาจมาจากการปรับสินค้าเดิมให้ตรงกับความต้องการใหม่ เพิ่มช่องทางจำหน่าย หรือทำให้กระบวนการซื้อสะดวกขึ้น ธุรกิจที่ทดลอง เรียนรู้ และปรับตัวได้เร็ว จะมีโอกาสเข้าถึงลูกค้าก่อนคู่แข่ง

2. ใช้ข้อมูลเลือกว่าจะลงทุนกับอะไร
ในภาวะที่เงินทุนมีต้นทุนสูงขึ้น การตัดสินใจลงทุนควรอยู่บนฐานข้อมูลมากกว่าความเคยชิน ผู้ประกอบการสามารถเริ่มจากข้อมูลพื้นฐานที่มีอยู่ เช่น สินค้าที่สร้างกำไร ลูกค้าที่ซื้อซ้ำ ช่องทางขายที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า และสินค้าที่หมุนเวียนช้าหรือค้างสต๊อก

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ธุรกิจจัดลำดับความสำคัญได้ชัดขึ้นว่าควรใช้ เงิน เวลา และทรัพยากรไปกับสินค้า กลุ่มลูกค้า หรือช่องทางใด เพื่อลดการลองผิดลองถูก ควบคุมต้นทุน และเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะยาว

3. ใช้ AI กับงานที่เห็นผลทางธุรกิจ
SME ไม่จำเป็นต้องนำ AI มาใช้กับทุกกระบวนการในทันที แต่ควรเลือกใช้กับงานที่เชื่อมโยงกับผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างชัดเจน เช่น การสรุปความคิดเห็นลูกค้า การวิเคราะห์ยอดขาย การวางแผนสต๊อก การคาดการณ์ความต้องการ หรือการผลิตคอนเทนต์เพื่อการขาย

หัวใจสำคัญไม่ใช่การมีเทคโนโลยีใหม่ แต่คือการใช้เทคโนโลยีช่วยลดเวลาการทำงาน ลดต้นทุน เพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจ และทำให้ทีมมีเวลามากขึ้นในการดูแลลูกค้าและพัฒนาธุรกิจ

4. บริหารความเสี่ยงก่อนเงินสดสะดุด
เมื่อยอดขายเติบโตช้าลง แต่ต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าโลจิสติกส์ และค่าใช้จ่ายทางการเงินยังคงผันผวน ธุรกิจอาจเผชิญแรงกดดันต่อกำไรและสภาพคล่องได้ง่าย โดยเฉพาะหากไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังลูกค้าได้ทั้งหมด

ผู้ประกอบการจึงควรติดตามต้นทุนอย่างใกล้ชิด ประมาณการกระแสเงินสดล่วงหน้า และเตรียมแผนรับมือหลายกรณี เช่น ยอดขายต่ำกว่าเป้า ต้นทุนเพิ่มขึ้น หรือรอบการชำระเงินยืดออกไป เพื่อรักษาสภาพคล่องและลดความเสี่ยงก่อนกระทบการดำเนินงาน

5. ให้พันธมิตรเติมสิ่งที่ธุรกิจยังขาด
SME ไม่จำเป็นต้องสร้างทุกความสามารถด้วยตนเองทั้งหมด การมีพันธมิตรที่เหมาะสมสามารถช่วยเติมเต็มสิ่งที่ธุรกิจยังขาด ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ เทคโนโลยี ช่องทางขาย แหล่งเงินทุน หรือการเข้าถึงตลาดใหม่

เครือข่ายพันธมิตรที่ดีควรสร้างผลลัพธ์ได้จริง ทั้งการช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ เปิดตลาดใหม่ หรือเชื่อมต่อโอกาสทางธุรกิจ การเติบโตของ SME ในยุคนี้จึงไม่ใช่การเติบโตลำพัง แต่คือการเติบโตผ่าน Ecosystem ที่ช่วยเสริมศักยภาพซึ่งกันและกัน

เติบโตได้อย่างมีทิศทาง เมื่อมีข้อมูล เครื่องมือ และพันธมิตรที่ใช่
ในช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำและแต่ละธุรกิจไปต่อได้ไม่เท่ากัน ความได้เปรียบของ SME ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสามารถในการมองเห็นโอกาส ใช้ข้อมูลตัดสินใจ ควบคุมความเสี่ยง และเลือกใช้เครื่องมือหรือพันธมิตรให้ตรงกับโจทย์ของธุรกิจ

สำหรับ SME ความท้าทายในวันนี้มีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่ผันผวน และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ไม่เหมือนเดิม การเติบโตจึงต้องอาศัยข้อมูลเชิงลึก องค์ความรู้ เครื่องมือบริหารธุรกิจ และเครือข่ายพันธมิตรที่ช่วยต่อยอดโอกาสได้จริง

ด้วยแนวคิด Growth Navigator ทีทีบีมุ่งทำหน้าที่เป็นมากกว่าผู้ให้บริการทางการเงิน โดยพร้อมสนับสนุน SME ด้วยโซลูชันทางการเงิน เครื่องมือดิจิทัล องค์ความรู้ ข้อมูลเชิงลึก และเครือข่ายพันธมิตร เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนความท้าทายเป็นโอกาส เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเดินหน้าสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

Share: