ไคลก้า (Klyka) เปิดมิติใหม่การดูแลสุขภาพตาเด็กไทยครบวงจร ผนึกเทคโนโลยี NARIT พลิกโฉมการพัฒนานวัตกรรมเชิงรุก ชูจุดเด่นเทคโนโลยีอัจฉริยะ เข้าถึงง่าย พร้อมต่อยอดเพื่อคนทุกวัย

17
0
Share:

ไคลก้า (Klyka) สตาร์ทอัพ MedTech ไทย ผนึกกำลัง NARIT และเครือข่ายสาธารณสุข ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เดินหน้าโครงการพัฒนานวัตกรรมคัดกรองสุขภาพตาแบบครบวงจร มิติใหม่ฝีมือคนไทย ที่ผสานการทำงานของทั้งซอฟต์แวร์และเครื่องมือคัดกรองแบบพกพา มุ่งรับมือกับปัญหาสายตาที่อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการและอนาคตของเด็กไทยอย่างทันท่วงทีและยั่งยืน เตรียมพร้อมผลักดันงานวิจัยสู่การใช้งานจริง เพื่อลดปัญหาการพึ่งพาเครื่องมือแพทย์นำเข้า ช่วยลดข้อจำกัดในการเข้าถึงบุคลากรเฉพาะทาง รวมถึงประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางมูลค่ามหาศาล

 

 

แพทย์หญิงกัญชลิกา เสถียรวิจิตร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไคลก้า จำกัด และ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทจักษุ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของโครงการนี้ว่า “ปัจจุบันเราพบปัญหาในภาพใหญ่ ทั้งจำนวนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญที่ไม่เพียงพอ ข้อจำกัดในการขนย้ายเครื่องมือแพทย์ รวมถึงความลำบากและค่าใช้จ่ายในการเดินทางของครอบครัวในพื้นที่ห่างไกล ทำให้ปัญหาสายตาและตาเหล่ของเด็ก ตรวจพบล่าช้าเกินไปจนพลาดช่วงเวลา ‘นาทีทอง’ ของพัฒนาการทั้งด้านสมองและการเรียนรู้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปจนถึงโอกาสในการประกอบอาชีพในอนาคต นอกจากนี้ การประเมินสายตาเด็กยังมีอุปสรรคสำคัญคือ เด็กมักจะอยู่นิ่งไม่ได้ กลัวการตรวจ หรือยังอ่านตัวเลขไม่ได้ ทำให้ผลประเมินคลาดเคลื่อน เราจึงพัฒนาระบบคัดกรองแบบครบวงจร ที่ผสานการทำงานของฮาร์ดแวร์แบบพกพา ซอฟต์แวร์ อัลกอริทึมที่ทำงานบนรากฐานของคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ขั้นสูงและการตรวจทานผลจากจักษุแพทย์เข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ความแม่นยำสูงสุดในการคัดกรองเบื้องต้น”

นายแพทย์สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ประธานคณะอนุกรรมการส่งเสริมเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ด้านเครื่องมือแพทย์ บริการทางการแพทย์และยา กล่าวว่า การเรียนรู้ผ่านการมองเห็น นับเป็นเรื่องสำคัญที่เด็กไทยทุกคนควรสามารถทำได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งการผลักดันนวัตกรรมเครื่องวัดสายตาสำหรับเด็กเล็ก สิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีจากภาครัฐสู่ภาคเอกชนเพื่อพัฒนาเป็นเชิงธุรกิจ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการกระจายตัวของเทคโนโลยีไปยังประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึงมากขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มโอกาสการเข้าถึงของเด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกลและกลุ่มครอบครัวที่มีรายได้ ซึ่งโครงการวิจัยการพัฒนานวัตกรรมจากไคลก้าในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบสาธารณสุขไทย นับเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กไทยให้มีคุณภาพดีและเติบโตเป็นอนาคตของชาติ และโครงการนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การสร้างความมั่นคงทางเครื่องมือแพทย์ของประเทศ โดยเฉพาะการตรวจคัดกรองสายตาเด็กเชิงรุกในระดับปฐมภูมิที่ยังขาดแคลนอุปกรณ์ที่เหมาะสม ดังนั้นหากโครงการนี้สามารถลงมือดำเนินการเพื่อใช้ประโยชน์ได้จริง จะช่วยสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงการรักษา ช่วยลดภาระของจักษุแพทย์ และช่วยให้เด็กไทยได้รับการดูแลตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของพัฒนาการทางสายตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมวิจัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของเด็กไทยว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันที่เด็กไทยเกิดน้อยลง การพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการก่อนส่งเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษา จากข้อมูลในอดีตพบตัวเลขที่น่าตกใจว่า เด็กที่เข้าโรงเรียนประมาณ 12% มีปัญหาด้านสายตา ทั้งสายตาสั้น เอียง ยาว ไปจนถึงภาวะตาขี้เกียจที่อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นในอนาคต หากไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม ทั้งนี้การจะยกระดับการเข้าถึงบริการการตรวจคัดกรองสายตาในเด็กให้มีจำนวนมากขึ้น และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ต้องคำนึงถึง 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1) ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ (Cost-effectiveness) เนื่องจากประเทศมีงบประมาณจำกัด ทุกนโยบายจึงต้องผ่านการพิสูจน์ว่ามีความคุ้มค่า ก่อนที่จะบรรจุเป็นสิทธิประโยชน์ในระบบบัตรทอง 2) การอุดช่องว่างด้วยงานวิจัย โดยที่งานวิจัยต้องคิดให้ครบจงวร ไม่ได้จบเพียงแค่การพัฒนานวัตกรรม แต่ต้องวางแผนถึงการนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงอย่างครอบคลุมด้วย ซึ่งกรณีเครื่องวัดสายตาอัตโนมัติอาจนำไปขยายผลการใช้ประโยชน์กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยอาจโน้มน้าวให้ อปท. เห็นว่า เป็นนวัตกรรมที่จะทำให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กในพื้นที่การดูแลของตนเองมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่ง สวรส. ยินดีที่จะสนับสนุนงานวิจัยที่สามารถทำให้เกิดการใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

โปรเจกต์ต้นแบบของไคลก้า ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิดระบบประเมินสุขภาพตาแบบพกพาและครบวงจร ที่ออกแบบเชิงโต้ตอบและเป็นมิตรกับเด็ก (Portable Closed-Loop Interactive Child-Friendly Vision Check System) เพื่ออุดช่องโหว่ของระบบคัดกรองแบบเดิม โดยประกอบด้วย:
• ต้นแบบเครื่องประเมินสายตาอัตโนมัติแบบพกพา (Hardware): พัฒนาร่วมกับ NARIT ออกแบบสำหรับการใช้งานนอกสถานที่โดยเฉพาะ มีระบบป้องกันมือสั่นและนวัตกรรมพรางตาเพื่อลดการเพ่งของเด็ก
• ต้นแบบชุดตรวจตาพกพาพร้อมซอฟต์แวร์คัดกรองสุขภาพตาสำหรับเด็ก (Klyka Vision Suite): แอปพลิเคชันเชิงโต้ตอบในรูปแบบเกม (Gamification) ที่ดึงดูดความสนใจให้เด็กรู้สึกสนุกและผ่อนคลาย ที่ปรับความยากง่ายอัตโนมัติ ซึ่งทั้งหมดนี้ออกแบบมาเพื่อเป้าหมายสำคัญคือ การเพิ่มความแม่นยำสูงสุดในการคัดกรอง

ด้าน ผศ.ดร.วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) หรือ NARIT กล่าวถึงความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีกับไคลก้าว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้ NARIT เป็นผู้ทำวิจัยหลักด้านวิศวกรรมทัศนศาสตร์ หรือ Optic Engineering & Design โดยทีมนักวิจัยและวิศวกรจากศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีทัศนศาสตร์และโฟโตนิกส์ของ NARIT เข้ามาดูแลการออกแบบ พัฒนา และทดสอบระบบทัศนศาสตร์ทั้งหมด รวมถึงระบบการประมวลผลและการเชื่อมต่อสำหรับเครื่องวัดสายตาอัตโนมัติแบบพกพา เพื่อให้ได้มาตรฐานระดับสูง นับเป็นการประยุกต์ใช้ความสามารถจากงานวิจัยและวิศวกรรมขั้นแนวหน้า หรือ Frontier Research ระดับโลก ไปสู่การสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมในอุตสาหกรรมมูลค่าสูงอื่นๆ เช่น อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ หรือ Med Tech สอดคล้องกับแนวคิด Astronomy+ หรือการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยดาราศาสตร์ไปสู่การสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้แก่เศรษฐกิจและสังคมเพื่อประเทศไทย”

เพื่อยกระดับการดูแลให้ครอบคลุมทุกช่วงวัย ไคลก้าได้ขยายการพัฒนานวัตกรรมสู่กลุ่มผู้สูงอายุ รวมถึงซอฟต์แวร์ประเมินสายตายาวตามวัยที่มีงานวิจัยทางคลินิกรองรับ โดยโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งแกร่งจากพันธมิตรระดับประเทศ ได้แก่ NARIT สนับสนุนด้านเทคโนโลยี สวรส. สนับสนุนด้านทุนวิจัยเชิงนโยบาย รวมถึงสถาบันการแพทย์ชั้นนำ ทั้งโรงเรียนแพทย์และโรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ ที่ร่วมเก็บข้อมูลทางคลินิกเพื่อสร้างมาตรฐานและความแม่นยำสูงสุด เตรียมพร้อมสู่เป้าหมายสำคัญในการเปิดตัวซอฟต์แวร์ประเมินสุขภาพตาเบื้องต้น ‘Klyka Vision Suite’ สู่ตลาดภายในปี 2569

“โครงการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยสนับสนุนนโยบายการทดแทนการนำเข้าเครื่องมือแพทย์ที่ปัจจุบันมีมูลค่าสูง แต่ยังเป็นการสร้างความเท่าเทียมด้านสุขภาพที่ยั่งยืนให้แก่สังคมไทย” แพทย์หญิงกัญชลิกากล่าวสรุป

Share: