“ทุนของความน่าเชื่อถือ” ของไทย คือแต้มต่อเชิงกลยุทธ์ ท่ามกลางการจัดระเบียบโลกใหม่

19
0
Share:

ศาตราจารย์เกียรติคุณ แอนดรูว์ เค. โรส คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS Business School) แสดงทัศนะว่า ชื่อเสียงอันยาวนานของประเทศไทย ในฐานะพันธมิตรระดับภูมิภาคที่มีความน่าเชื่อถือและวางตัวเป็นกลาง อาจกลายเป็นหนึ่งในข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่แข็งแกร่งที่สุดของประเทศ ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังปรับเปลี่ยนทิศทางการค้าโลก ห่วงโซ่อุปทาน และการไหลเวียนของเม็ดเงินลงทุน

 

 

ศาสตราจารย์โรสแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับยุคที่ภาคธุรกิจกำลังทบทวนว่าจะลงทุน ตั้งฐานการผลิต และขยายกิจการไปที่ใด กลุ่มเศรษฐกิจที่มีทุนของความน่าเชื่อถือในระดับนานาประเทศที่หยั่งรากลึกเป็นฐาน และมีความสัมพันธ์ที่มั่นคงกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค จะมีความได้เปรียบและมีความพร้อมมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกล่าวเสริมว่า “ความน่าเชื่อถือกลายเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ ในโลกที่การจับขั้วพันธมิตรกำลังแปรเปลี่ยน และห่วงโซ่อุปทานกำลังถูกจัดระเบียบใหม่ ประเทศไทยใช้เวลาหลายทศวรรษในการบ่มเพาะความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งทั้งในเอเชียและเวทีสากล รากฐานที่มั่นคงดังกล่าวจึงทวีมูลค่ามากขึ้นในยุคแห่งความผันผวนและความไม่แน่นอน”

จุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศไทย
สภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายและแรงกดดันรอบด้าน รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศประจำเดือนเมษายน 2569 ได้คาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2569 ไว้ที่ 1.5 เปอร์เซ็นต์

ศาสตราจารย์โรสตั้งข้อสังเกตว่า ต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ความต้องการของตลาดท่องเที่ยวระยะไกลที่ชะลอตัวลง และการหลั่งไหลเข้ามาอย่างรวดเร็วของ AI กำลังสร้างแรงกดดันระยะสั้นต่อภาคธุรกิจหลักของไทย อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาแห่งการพลิกผันและรอยต่อของการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ มักเป็นตัวเร่งให้เกิดเงื่อนไขที่เอื้อต่อการปรับยุทธศาสตร์เพื่อความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาวของประเทศ ศาสตราจารย์โรสกล่าวว่า “ระบบเศรษฐกิจที่กลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งกว่าเดิม มักจะเป็นกลุ่มที่เริ่มปรับตัวได้เร็วที่สุด ทั้งนี้ ศักยภาพความเป็นผู้นำ ความยืดหยุ่นคล่องตัว และความสามารถในการบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลง จะเป็นตัวตัดสินว่าใครคือผู้ที่จะสามารถคว้าโอกาสในการเติบโตในทศวรรษหน้าไปครองได้สำเร็จ”

ทัศนะดังกล่าวนี้มีขึ้นในจังหวะที่ภาคธุรกิจทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังเร่งขับเคลื่อนการลงทุนด้าน AI การปรับเปลี่ยนสู่ระบบดิจิทัล รวมถึงการยกระดับและปรับทักษะแรงงาน ท่ามกลางภาวะการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจโลกที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

ผลการศึกษาโดย มิลยู อินไซต์ (Milieu Insight) ประจำปี 2026 ซึ่งสำรวจความคิดเห็นของคนทำงานจำนวน 3,000 คน จากหกตลาดเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย พบว่า 53 เปอร์เซ็นต์ จัดให้การพึ่งพา AI มากเกินไปเป็นความกังวลอันดับต้นๆ แซงหน้าความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัวและการถูกแย่งงาน สะท้อนให้เห็นว่าองค์กรต่างๆ ในไทยและทั่วทั้งภูมิภาคจำเป็นต้องยกระดับบทบาทจากการเป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ไปสู่การเป็นผู้ชี้แนะแนวทางการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เหล่านั้น

การสร้างเสริมขีดความสามารถผู้นำระดับภูมิภาค
การรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ต้องอาศัยกลไกที่มากกว่าแค่มาตรการทางนโยบายเพียงอย่างเดียว ศาสตราจารย์โรสเน้นย้ำว่า ทั้งบริษัทข้ามชาติ และกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ต่างจำเป็นต้องวางกลยุทธ์ด้านการปรับตัว โดยเน้นไปที่การพัฒนาบุคลากรและผู้นำ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนกลไกการเติบโตของประเทศไทย

คุณอุษา สกุลคีรีวัฒน์ อาจารย์อาวุโสแห่งคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ให้ทัศนะว่า องค์กรไทยควรพิจารณาให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและความพร้อมในการใช้งาน AI ในทางปฏิบัติ มากกว่าจะมองเทคโนโลยีเป็นคำตอบสำเร็จรูปเพียงอย่างเดียว คุณอุษากล่าวเสริมว่า “เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมารอดูสถานการณ์อีกต่อไป ธุรกิจไทยที่เร่งลงทุนในการสร้างผู้นำ เพิ่มขีดความสามารถด้านดิจิทัล และสร้างความแข็งแกร่งด้านบุคลากรตั้งแต่เนิ่นๆ จะได้เปรียบในการแข่งขันทั้งในระดับภูมิภาคและระดับสากลมากกว่า”

ประเทศสิงคโปร์ในฐานะศูนย์กลางทางการเงินและการศึกษาของเอเชีย คือประตูบานสำคัญที่เปิดโอกาสให้บุคลากรทักษะสูงและองค์กรของไทยได้สร้างศักยภาพความเป็นผู้นำในระดับภูมิภาค บุคลากรทักษะสูงและผู้บริหารชาวไทยได้รับประโยชน์จากหลักสูตร MBA, MSc และหลักสูตรการศึกษาสำหรับผู้บริหารของคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์มานานหลายทศวรรษ รวมถึงหลักสูตรสำหรับผู้บริหาร Stanford–NUS Executive Programme และโครงการพัฒนาความเป็นผู้นำระดับสูงอื่นๆ ที่พัฒนาร่วมกับพันธมิตรทางวิชาการและภาคอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก ยอดการสมัครเข้าเรียนของนักศึกษาชาวไทยยังคงเหนียวแน่นในช่วงห้าปีที่ผ่านมา เนื่องจากกลุ่มบุคลากรทักษะสูงต่างแสวงหาประสบการณ์ในระดับภูมิภาค และการฝึกอบรมความเป็นผู้นำที่ได้มาตรฐานเทียบเท่าระดับสากล

“ทุนของความน่าเชื่อถือ” ของประเทศไทยยังคงอยู่ อีกทั้งจุดยืนของไทยท่ามกลางอาเซียนที่กำลังปรับโครงสร้างใหม่ ก็ได้รับการสนับสนุนและตอกย้ำให้เด่นชัดยิ่งขึ้นจากกระแสความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ดังนั้น สถาบันและผู้นำทางธุรกิจของไทยรายใดที่สามารถแปรเปลี่ยน “ทุนของความน่าเชื่อถือ” นี้ให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ควบคู่ไปกับการสร้างทีมผู้นำที่มีความเชี่ยวชาญหยั่งรากลึก เพื่อใช้สินทรัพย์นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะกลายเป็นผู้กำหนดทิศทางการเติบโตของประเทศในอนาคต

Share: